Ch-newsthailand.com “คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 กับ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน”

บทความทางกฎหมายเรื่อง “คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 กับ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน”
โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์


สภาพปัญหาการฟ้องคดีอาญาเพื่อปิดปากประชาชน (SLAPP)
ในสังคมประชาธิปไตย สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นรากฐานสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีสภาพปัญหาที่รุนแรงประการหนึ่งคือ การนำกระบวนการยุติธรรมมาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือบิดเบือน เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หรือ ที่เรียกกันว่า “การฟ้องคดีปิดปาก” (SLAPP)
การฟ้องคดีในลักษณะนี้ โจทก์มักไม่ได้มุ่งหวังผลที่จะ “ชนะคดี” เป็นหลัก
แต่ “ มุ่งใช้กระบวนการทางศาลเพื่อสร้างภาระแก่จำเลยเกินสมควร” ไม่ว่าจะเป็นภาระในทางคดีหรือภาระทางการเงิน เพื่อกดดันให้จำเลยหยุดการกระทำ หรือละเว้นการกระทำบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็น “ การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพ” ของบุคคลอย่างร้ายแรง
ตัวอย่างคดีในอดีต เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็น เช่นศาลจังหวัดนราธิวาส ศาลจังหวัดแม่สะเรียง ศาลจังหวัดทองผาภูมิ เป็นต้น เพื่อจงใจสร้างความลำบากและภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี หรือ การแยกฟ้องเป็นหลายหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกัน เพื่อให้จำเลยต้องรับภาระในการ สู้คดีพร้อมกันหลายทาง โดยเฉพาะการฟ้องบุคคลที่แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิผู้บริโภค หรือ การเปิดเผยข้อมูลการทุจริต

ความพยายามในการเสนอกฎหมายและทางออกในปัจจุบัน
เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิฟ้องร้องโดยไม่สุจริต ฝ่ายนิติบัญญัติได้มีการเสนอและแก้ไขกฎหมายสำคัญ เช่น
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากปรากฏชัดแจ้งว่า เป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือเพื่อกลั่นแกล้งจำเลย ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้ทันที
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่ในทางปฏิบัติยังขาดความชัดเจนถึงเกณฑ์มาตรฐานว่า พฤติการณ์ใดบ้างที่จะถือว่าเป็นการ “ไม่สุจริต” จนนำไปสู่การที่ ประธานศาลฎีกา (นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์) ได้ลงนามในคำแนะนำประธานศาลฎีกาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เพื่อวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนให้กับผู้พิพากษาทั่วประเทศ

สาระสำคัญของคำแนะนำประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 (สรุปประเด็นสำคัญ)
คำแนะนำฉบับนี้ช่วยให้ศาลสามารถ “ ตรวจสอบและกลั่นกรอง” คดีอาญาได้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยสรุปสาระสำคัญเป็นข้อๆ ได้ดังนี้:
1. กำหนดลักษณะการฟ้องที่ไม่สุจริต: ครอบคลุมการฟ้องที่มุ่งก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างภาระแก่จำเลยเกินความจำเป็น รวมถึงการฟ้องเพื่อกดดันให้ทำหรือไม่ทำสิ่งใดเพื่อประโยชน์อันมิชอบ
2. ห้ามการใช้ข้อมูลเท็จ: การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จ บิดเบือน หรือปิดบังข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญต่อศาล ถือเป็นการดำเนินคดีไม่สุจริต
3. เกณฑ์เหตุอันควรสงสัย: วางพฤติการณ์ที่ศาลพึงระวัง เช่น การฟ้องในศาลที่อยู่ไกลบ้านจำเลยโดยไม่มีเหตุผล, การแยกฟ้องหลายคดีในเรื่องเดิม และการฟ้องผู้ที่ปกป้องประโยชน์สาธารณะ (เช่น สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม หรือข้อมูลทุจริต)
4.อำนาจในการสั่งยกฟ้อง: ศาลสามารถใช้อำนาจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 สั่งยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง หรือระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง
5. กลไกเสริมประสิทธิภาพ: ศาลสามารถมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาล ช่วยรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบความซับซ้อนของข้อเท็จจริงได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น
6. การป้องกันการประวิงคดีจากฝ่ายจำเลย: เพื่อความเป็นธรรม หากศาลเห็นว่าจำเลยยกเรื่องการฟ้องไม่สุจริตขึ้นมาเพื่อหวังถ่วงเวลาหรือก่อความรำคาญ ศาลสามารถสั่งยุติประเด็นนั้นและดำเนินคดีต่อได้ทันที

ประโยชน์ต่อประชาชนในมุมมองของ “ผู้ฟ้อง” และ “ผู้ถูกฟ้อง”
มุมมองของผู้ถูกฟ้อง (จำเลย): จะได้รับความคุ้มครองจากการถูกกลั่นแกล้งด้วยกระบวนการยุติธรรม ลดภาระทั้งกายและใจในการต้องสู้คดีที่ไม่มีมูลความจริง ช่วยรักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจการฟ้องร้องที่มิชอบ
มุมมองของผู้ฟ้อง (โจทก์): สำหรับโจทก์ที่ใช้สิทธิโดยสุจริต คำแนะนำนี้จะช่วยคัดกรอง “คดีขยะ” ออกจากระบบศาล ทำให้กระบวนการพิจารณาคดีที่มีมูลความจริงรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่คิดจะใช้ศาลเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง จะต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะถูกศาลยกฟ้องตั้งแต่ต้น และอาจถูกดำเนินการย้อนกลับหากพบว่าใช้ข้อมูลเท็จต่อศาล

สภาพบังคับของคำแนะนำประธานศาลฎีกา
คำแนะนำประธานศาลฎีกามีสถานะเป็น “ แนวทางปฏิบัติสำหรับศาล”
แม้ในทางกฎหมายจะไม่ใช่ “กฎหมาย” ที่มีลำดับศักดิ์เท่าพระราชบัญญัติ แต่เป็นระเบียบฯ ที่ใช้กำกับการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาเพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
หากผู้พิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยไม่มีเหตุผลอันควร อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เพราะคำแนะนำนี้อ้างอิงจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้อยู่แล้ว (ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1)

บทบาทที่ควรจะเป็นของสำนักงานอัยการสูงสุด
เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161/1 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาล พิพากษา ยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก” ในกรณีที่ศาลเห็นว่า
1.เป็นคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง
2. โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ

จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161/1 นั้น ให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้เฉพาะคดีที่ “ ราษฎรเป็นโจทก์” เท่านั้น กฎหมายมิได้ให้อำนาจศาลพิพากษา ”ยกฟ้อง” ในคดีที่ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ด้วย
ผู้เขียนเห็นว่า เพื่อให้การแก้ไขปัญหา “ฟ้องปิดปาก” เป็นไปอย่างครบวงจร คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ สำนักงานอัยการสูงสุดควรเร่งออกระเบียบหรือแก้ไขระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ในแนวทางเดียวกับศาลยุติธรรม ดังนี้:
การสั่งไม่ฟ้องในกรณีใช้สิทธิไม่สุจริต : อัยการควรมีระเบียบที่ชัดเจนในการตรวจสอบคดีก่อนส่งฟ้อง หากพบว่า คดีอาญานั้นมี “ มูลเหตุจูงใจ” จากการกลั่นแกล้ง หรือ ผู้กล่าวหาใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อปิดปากประชาชนที่รักษาผลประโยชน์สาธารณะ พนักงานอัยการควรจะมีอำนาจ “ สั่งไม่ฟ้อง” ในฐานะที่เป็นคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
การกลั่นกรองคดีก่อนรับเป็นสำนวนการสอบสวน : บูรณาการร่วมกับพนักงานสอบสวนเพื่อคัดกรองคดีตั้งแต่ชั้นรับคำร้องทุกข์ โดยนำเกณฑ์ “เหตุอันควรสงสัย” จากคำแนะนำของศาลมาปรับใช้
ความเป็นธรรมแก่คู่ความ: ระเบียบใหม่ควรเน้น “ความสมดุล” ระหว่างการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายที่แท้จริง กับ การป้องกันการนำอาญาแผ่นดินมาใช้เป็นเครื่องมือส่วนตัว

สำนักงานอัยการสูงสุดควรระบุเกณฑ์การสั่งไม่ฟ้องในกรณี SLAPP อย่างไร
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการฟ้องปิดปาก (SLAPP) เป็นไปอย่างสอดคล้องกับแนวทางของศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุดควรระบุเกณฑ์การสั่งไม่ฟ้องโดยอ้างอิงพฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการ “ดำเนินคดีโดยไม่สุจริต” ตามที่ระบุไว้ในคำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 ดังนี้:
เกณฑ์ด้านมูลเหตุจูงใจและเจตนาของผู้กล่าวหา:
พิจารณาว่า การกล่าวหาหรือการฟ้องร้องนั้น มุ่งหมายเพื่อการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ถูกกล่าวหาเกินสมควร มากกว่าที่จะมุ่งหวังผลทางคดี
พิจารณาว่า มีการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ เพื่อกดดันให้ผู้ถูกกล่าวหากระทำการ หรือละเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ ของฝ่ายผู้กล่าวหา
เกณฑ์ด้านความถูกต้องของข้อเท็จจริง:
หากปรากฏว่ามีการ กล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ ต่อพนักงานสอบสวนหรืออัยการ ควรพิจารณา “ สั่งไม่ฟ้อง” เนื่องจากการดำเนินคดีนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่สุจริต
เกณฑ์ด้านพฤติการณ์ที่น่าสงสัย (SLAPP Indicators):
การสร้างภาระแก่ผู้ถูกกล่าวหาเกินความจำเป็น: เช่น การเลือกแจ้งความในท้องที่ที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือที่ทำงานของผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีเหตุจำเป็น หรือการแยกแจ้งความหลายคดีจากเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี
ลักษณะของผู้ถูกกล่าวหาและกิจกรรมที่ถูกฟ้อง: หากผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลทุจริตประพฤติมิชอบ อัยการควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการตรวจสอบว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่
เกณฑ์ด้านประโยชน์สาธารณะ:นอกเหนือจากพฤติการณ์ข้างต้น อัยการควรใช้ “ ดุลพินิจ” ว่าการดำเนินคดีดังกล่าวนั้น “ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” หรือไม่ หากเห็นว่าคดีมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งและส่งผลเสียต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย
พนักงานอัยการควรมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม: เพื่อให้เกณฑ์เหล่านี้มีสภาพบังคับ สำนักงานอัยการสูงสุดควรออกเป็นระเบียบ ฯ หรือ แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยนำหลักการจาก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 มาปรับใช้ในชั้นก่อนฟ้องคดี ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานอัยการสามารถกลั่นกรองคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง

บทสรุป
คำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการยกระดับมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมของไทยให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย การที่ศาลมีความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการดำเนินคดีที่ไม่สุจริต จะช่วยสร้าง ความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสำนักงานอัยการสูงสุด เห็นพ้องในหลักการและร่วมกันสร้างกลไกป้องกันประชาชนจากการถูกฟ้องปิดปากอย่างเป็นรูปธรรมสืบไป

ปล. บทความทางกฎหมายเรื่องนี้ เป็นความเห็นทางกฎหมายส่วนบุคคลของผู้เขียน ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนสังกัดแต่อย่างใด ในฐานะ ผู้เขียนเป็นนักกฎหมายและอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และเคยเป็น อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม , รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (คนที่สอง) ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ( สมัยที่ 25)

• นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
– อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1.
– ประธานคณะกรรมการว่าด้วยโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
– กรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
31 พฤษภาคม 2569

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts