“นวัตกรชุมชน” หนุนพัฒนาที่ดินร้างอ.ปราสาทหันปลูกสมุนไพรไทยทำเงิน

“นวัตกรชุมชน” จ.สุรินทร์ หนึ่งในองค์กรที่นำองค์ความรู้และนวตกรรมใหม่ เพื่อนำมาเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องการทำเกษตรปลูกพืชสมุนไพร และขับเคลื่อชุมชนได้มีอาชีพเสริม เพราะว่าชาวบ้าน ชาวนา ที่มีที่ดินว่างเปล่า สามารถนำมาพัฒนาปลูกพืชสมุนไพรขายได้ ยิ่งในจังหวัดแถบภาคอีสาน ที่ดินว่างเปล่าและนาร้างมีอยู่จำนวนมาก สามารถนำมาปรับปรุงดินปลูกพืชสร้างรายได้เสริม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง

ชาญ นพเก้า หนึ่งนวัตกรชุมชนท้องถิ่น จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตนได้คลุกคลีกับชุมชนมายาวนานร่วม17ปี ได้ผ่านการอบรวมการปลูกพืชสมุนไพรมามากมาย รวมทั้งนำผลการวิจัยการปลูกพืชมาส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชสมุนไพรกันเยอะๆ เนื่องจากจังหวัดสุรินทร์ หนึ่งในพื้นที่ภาคอีสานที่ยังมีที่ดินว่างเปล่า จากการทำนา เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกผลไม้ สามารถนำมาพัฒนาที่ดินมาใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย

เพราะว่าที่ดินบางท้องที่เหมาะสำหรับเพาะปลูกพืชสมุนไพรอย่างมาก เมื่อภาครัฐหันมาสนับสนุนเป็นโอกาสดีให้ชาวบ้านมีรายได้กัน นอกเหนือจากการทำนาแล้ว โดยการรวมตัวกันสร้างวิสาหกิจชุมชนในแต่ละท้องถิ่น จ.สุรินทร์ ปัจจุบันรวมตัวกันได้แล้ว 70 แห่ง ที่หันมาเพาะปลูกพืชสมุนไพร และนำมาแปรรูปเ“นวัตกรชุมชน” หนุนพัฒนาที่ดินร้างอ.ปราสาทหันปลูกสมุนไพรไทยทำเงินป็นยารักษาโรคได้ ส่งออกไปจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามาตรฐานรับรองที่วางไว้ในแต่ละประเทศ

“อย่างในช่วงที่เมืองไทยประสบปัญหาเรื่องโควิท 19 ระบาดหนัก ชาวบ้านสามารถนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งไพล ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ตะไคร้ กระชายดำ เป็นสมุนไพรไทยที่มีความต้องการในตลาดสูง แม้แต่ ว่านชักมดลูกนำมาแปรรูปผสมในยาสมุนไพรได้มากมาย วันนี้สุรินทร์ขึ้นชื่อเรื่องสมุนไพรไทยอย่างมาก” ชาญกล่าวและว่า

นอกจากนี้ การปลูกพืชสมุนไพร สามารถเก็บเกี่ยวได้ผลอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาปลูกเพียงไม่กี่เดือน สร้างรายได้เป็นเงินทุนหมุนเวียนต่อเกษตรกรค่อนข้างดี ที่สำคัญอย่างลูกประคบ กำลังเป็นที่สนใจของตลาดเมืองจีนที่สั่งสินค้าสมุนไพรจากไทยไปจำหน่าย โดยเลือกใช้วัตถุดิบ อย่างใบมะขามแห้ง ตะไคร้ นำมาเป็นส่วนผสมในลูกประคบ เป็นวัตถุดิบที่หาได้ไม่ยาก แถมยังขายได้ราคาค่อนข้างดี อย่างตะไคร้ตัดใบแห้งขายกันกิโลละ 20 บาท ซึ่งส่งเสริมกษตรกรปลูกกันที่ อ.ปราสาท

สำหรับตลาดสมุนไพรไทย ต้องยอมรับว่าบางช่วงยังผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการในตลาด เนื่องจากยุคกระแสการตื่นตัวเรื่องสมุนไพร นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในการทำยาพื้นบ้าน ผลิตเครื่องสำอาง และเวชภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเมืองไทยค่อนข้างที่ขึ้นชื่อเรื่องสมุนไพร รัฐบาลส่งเสริมทุนวิจัยฯ เพื่อพัฒนาสมุนไพรไทยให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ผ่านทางมหาวิทยาลัยต่างๆในแต่ละท้องถิ่น เพื่อนำความรู้เหล่านี้มาเผยแพร่ต่อชุมชน และส่งเสริมปลูกพืชสมุนไพรกัน

พร้อมกันนั้น ได้ให้ชาวบ้านพัฒนาสร้างแบรนด์จากพืชสมุนไพรขึ้นมาเป็นของตนเอง เพื่อนำมาจำหน่ายในตลาดได้สร้างความจดจำต่อลูกค้ามากขึ้น อย่างสมุนไพรส่วนผสมยาดองเหล้า “ตราช้างตกมัน” เป็นต้น

Related posts