ช่วย 2 หนูน้อยพ้นขุมนรกถูกพ่อทาสยาทำร้ายร่างกายทุกวัน

แม่ขอนแก่นวอนช่วยเหลือลูกชายวัย 7 ขวบ และลูกสาวพิการแต่กำเนิดวัย 5 ขวบ ถูกอดีตสามีทำร้ายร่างกายบ่อยครั้ง หวัง ต้องการนำลูกกลับมาเลี้ยงดูเองทั้งหมด ขณะที่หลายหน่วยงานเร่งตรวจสอบแล้ว

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 3 พ.ย.2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆทั่วทั้ง จ.ขอนแก่น ได้เผยแพร่ภาพจากเพจเฟซบุ๊กชื่อ “เป็นหนึ่ง” ซึ่งได้โพสต์ข้อความหลังหญิงรายหนึ่ง ขอความช่วยเหลือผ่านทางเพจ พร้อมข้อความระบุว่า “พ่อติดยา ทำร้ายลูกเป็นประจำ 7 ขวบกับ 5 ขวบ (พิการ) ขู่ฆ่าทุกคนที่จะเข้าไปช่วย เป็นหนึ่งเตรียมลงพื้นที่ช่วยเหลือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น”

ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังที่บ้านเลขที่ 88 หมู่ 4 ต.บ้านกง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น โดยพบกับนายพิชัย วันตา นายอำเภอหนองเรือ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ พม.,ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพบกับน้องทั้ง 2 คนและญาติๆอยู่ภายในบ้าน ขณะที่พ่อเด็กยังไม่มีใครทราบว่าอยู่ที่ไหนเพราะไม่มีโทรศัพท์

จากการสอบถามน้องคิมหัน อายุ 7 ขวบ ซึ่งมีบาดแผนที่บริเวณขมับด้านขวา กล่าวว่า ถูกพ่อใช้ด้ามไม้กวาดตี พร้อมกันนี้แอดมินเพจเป็นหนึ่งยังได้ต่อสายวีดีโอคอลให้เด็กทั้งสองคุยกับแม่ที่อยู่ จ.เชียงใหม่ด้วย โดยน้องคิมหันนั้นถึงกับร้องไห้อยากไปอยู่กับแม่ ซึ่งแม่รับปากว่าวันจันทร์จะมารับลูกทั้งไปอยู่ด้วย ก่อนจะคุยกันสักพักก็ได้วางสายไป ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้คุยกับทางครอบครัวฝ่ายสามี เพื่อหาทางออกร่วมกันภายใต้กรอบของกฎหมาย

นาง ละอองดาว อุตสาห์ อายุ 27 ปี ปัจจุบัน อยู่ที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ได้โทรศัพท์ไปถามลูก ว่าเป็นอะไรทำไมได้ออกมาข้างนอก คิมหันบอกว่าพ่อตีหนู มารับหนูไปด้วยหน่อย ซึ่งที่ผ่านมาตนเองจะไปรับเอาลูกมาอยู่ด้วยแต่พ่อเด็ดไม่ยอม พอมาทราบว่าโดนตีจึงยิ่งงงว่าทำไม่ให้ตนเองรับมาเลี้ยงดูถ้ามีแต่ตีลูก

” ช่วงที่อยู่กับตนเองสามีติดยา ไม่ทำงาน ขณะมี่ตนเองไปทำงานเลิกงานมาค่ำหาว่าตนเองมีชู้ สุดท้ายล่าสุดติดยาเสพติดอย่างหนักและได้ให้ตนเองไปซื้อยาเสพติดมาให้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งครอบครัวครอบครัวสามีรู้ว่าสามีทำอะไรกับตนเองบ้าง แต่ก็ไม่พูด เพราะจะถูกข่มขู่ ทำให้ไม่มีใครกล้ายุ่ง และช่วยกันปกปิด จึงตัดสินใจหนีสามีคือจากนายเต๋าไปได้นายกว่า 2 ปีแล้ว หนีมาไม่ได้หนีตามผู้ชายตามที่ถูกกล่าวหา แต่เพราะโดนทำร้าย ไปทำงานที่ กรุงเทพฯได้ 4 เดือนก็ไปอยู่เชียงใหม่”

นางละอองดาว กล่าวต่ออีกว่า ถ้าจะกลับไปหาลูกก็ไปไม่ได้ เพราะถ้านายเต๋าเห็นจะเข้ามาทำร้ายตนเองทันที ทั้งนี้โดยส่วนตัวได้อยู่กินกันมามีลูกด้วยกันคบกันมาถึง 10 ปี ซึ่งเพิ่งจะได้จดทะเบียนสมรสเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมาและเริ่มถูกทำร้ายมาเรื่อยๆ ถ้าไม่พอใจอะไรก็จะตบตีตนเอง ปามีดใส่ขาตนเองเย็บ 4 เข็ม 5 เข็ม แต่ไม่มีใครพูดถึง ตอนนี้จึงต้องการเอาลูกทั้ง 2 คนกลับมาเลี้ยงเองที่เชียงใหม่ เพราะปกติจะเลี้ยงลูกเองและ วันที่จะหนีนั้นตนเองพาลูกหนีไปด้วยไม่ได้เพราะต้องหนีตอนกลางคืน จึงไม่สามารถเอาลูกไปเลี้ยงด้วยได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ตนเองมีการงานที่มั่นคงจึงอยากจะเอาลูกทั้ง 2 คนมาเลี้ยงดูเอง เพราะไม่อยากให้ลูกถูกตีและถูกทำร้ายร่างกาบอีก

ด้าน นางสาคร โถยขุน อายุ 53 ปี น้าสาวของนายเต๋า กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามโซเชียลนั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นแบบที่แม่เด็กพูด หากถามว่าพ่อดุด่าไหม นายเต๋าดุด่าลูกจริง แต่ไม่ได้ตีอะไรขนาดนั้น ซึ่งก็เป็นปกติเพราะลูกซุกซนตามประสาเด็ก โดยเฉพาะลูกสาวเป็นคนพูดเก่ง แต่ถ้ามีข้าวของหรือไม้ใกล้มือก็จะหยิบจับไปฟาดพี่ตลอดจนพ่อต้องดุด่า บางครั้งญาติก็ดุก็ห้ามไม่ให้ทะเลลาะกัน

” แต่เมื่อวานที่ผ่านมาลูกสาวเอากาละมังไปตีพี่ชายในห้องน้ำ จนพ่อดุด่าเสียงดัง บอกมึงไปมึงหนีเดี๋ยวหนี กูฆ่ามึงตายนะ ก่อนที่เด็กๆจะวิ่งออกจากบ้านไปถูกกิ่งไม้หน้าบ้านขูดเป็นแผล แล้วไปนั่งอยู่หน้าบ้าน ซึ่งทุกคนได้ยินเสียงกันหมด ฝ่ายภรรยาเห็นมีคนนำไปลงเฟซบุ๊กว่าถูกพ่อตี เสพยาบ้าทำร้ายลูก แต่ในความเป็นจริงไม่ได้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเลย ในเรื่องของยาเสพติดนั้นส่วนตัวไม่รู้ ถึงเสพก็ไม่รู้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นถูกตำรวจจับ เห็นเพียงนั่งดื่มสุรา และเห็นพฤติกรรมเพียงแค่ดุด่าลูกเพราะลูกซนเท่านั้น ตอนนี้นายเต๋าไม่รู้ว่าไปเอาหญ้าให้วัวที่ไหน เพราะเลี้ยงวัวไม่ได้ทำงานอะไร โดยจะปล่อยให้ลูกทั้งสองอยู่ที่บ้าน โดยมีญาติๆคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน ตอนเย็นก็จะกลับมานอนกับลูกทุกคืน ที่เมียนายเต๋าหนีไปนั้นเพราะหนีตามผู้ชายไป ทำให้นายเต๋าโมโห ซึ่งหนีไปมีผัวใหม่ ที่ผ่านมานายเต๋าดูแลลูกตลอดดุด่าตามประสา ไม่ใช่การตี บาดแผลที่เห็นก็ไม่ใช่การตีของพ่อ แต่เป็นการเล่นแรงของน้องทำให้เกิดบาดแผล และอีกกรณีคือวิ่งชนไม้จนเกิดบาดแผล หากจะเอาลูกไปเลี้ยงเองจริงก็ต้องเอาไปเลี้ยงทั้งคู่ จะแยกเอาลูกชายไปเอาลูกสาวพิการให้ก็ไม่ใช่ อยากให้ฟังความจริงจากปากคนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่เชื่อในโซเชียลที่ไม่ได้เป็นความจริงจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ก็เป็นเรื่องของพ่อแม่ลูกที่ต้องพูดคุยตกลงกันให้เข้าใจว่าจะหาทางออกอย่างไรต่อไป”

อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งทีมงานแอดมินเพจ เป็นหนึ่ง ก็จะปักหลักรอพูดคุยกับทางพ่อเด็ก เพื่อหาทางออกว่าจะให้เด็กอยู่กับใคร ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยนายเต๋า พ่อของเด็กยังไม่มีใครทราบว่าอยู่ที่ไหนหรือไปไหน โดยญาติๆบอกเพียงว่า นายเต๋าไม่พกโทรศัพท์ มีแต่เลี้ยงวัว โดยจะไปหาเกี่ยวหญ้ามาให้วัวซึ่งก็ไม่รู้ว่าไปเกี่ยวหญ้าอยู่ที่ใด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง