บทความทางกฎหมาย : พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข (พ.ร.บ. นิรโทษกรรมทางการเมือง ) — สังคมไทยได้อะไร ?
โดยอัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

สังคมไทยต้องเผชิญกับสภาวะความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อยาวนาน ประชาชนที่มีความเห็นแตกต่างกันได้ออกมาเคลื่อนไหว ชุมนุมประท้วง และแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ แม้ว่ารัฐจะใช้มาตรการทางกฎหมายในการดำเนินคดีอาญาต่อผู้เข้าร่วมการชุมนุม แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าการใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสายปกติ ไม่สามารถลดหรือแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองลงได้ ในทางกลับกัน กระบวนการดังกล่าวยังเพิ่มความตึงเครียด ขยายวงความแตกแยก และสร้างความรู้สึกขมขื่นให้แก่ประชาชนทุกฝ่าย
การปล่อยให้ความขัดแย้ง “หมักหมม” และ “ยืดเยื้อ” ต่อไป ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การตรา “ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข” (หรือกฎหมายนิรโทษกรรม) จึงจัดเป็น “ มาตรการพิเศษทางนิติโยบาย (Legal Policy)” ที่มุ่งยุติคดีความทางการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุข และก้าวไปสู่ “ ความปรองดองสมานฉันท์ในชาติ”
สาระสำคัญและกลไกตามพระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติฯ นี้กำหนดให้นิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดของประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตามประเภท “ ฐานความผิด” ที่ระบุไว้ใน “บัญชีท้ายพระราชบัญญัติ”
กำหนดให้มี “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าที่ “ ตรวจสอบ พิจารณา และวินิจฉัยรับรองว่าการกระทำใดเข้าข่ายเป็นการกระทำเกี่ยวกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง เพื่อให้กระบวนการเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม”
วิเคราะห์: สังคมไทยได้อะไรจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้?
๑. การปลดล็อกเงื่อนไขความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองในชาติ
ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือ การยุติ “ วงจรอภิปรายด้วยคดีความ” ที่ยึดโยงอยู่กับวิกฤตการเมือง การนิรโทษกรรมช่วยถอนเงื่อนไขทางกฎหมายที่เป็นชนวนความแตกแยก เปิดพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองและประชาชนทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันโดย ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกดำเนินคดีอาญาย้อนหลัง
๒. การคืนสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ประชาชน
ประชาชนจำนวนมากที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ต้องได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดีอาญา การล้างประวัติอาชญากรรมและการยกเว้นโทษช่วยคืนสิทธิขั้นพื้นฐาน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และโอกาสในการกลับคืนสู่สังคม การทำงาน และการดำเนินชีวิตตามปกติสุข
๓. การลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม
คดีความทางการเมืองที่มีปริมาณมากสร้างภาระอย่างยิ่งต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และระบบศาล การยุติคดีเหล่านี้ผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมช่วยลดปริมาณคดีค้างสะสม และช่วยลดความแออัดของผู้ต้องขังทางการเมืองในเรือนจำ ทำให้บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมสามารถทุ่มเททรัพยากรไปกับการอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๔. การสร้างเสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาประเทศ
ความสมานฉันท์และความสงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนต่างชาติ นำไปสู่การฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการวางโครงสร้างพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ข้อสังเกตและขอบเขตทางกฎหมาย
แนวทางการดำเนินการของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขับเคลื่อน พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข
๑. การดำเนินการของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม (ภาพรวม)
๒. บทบาทและการดำเนินการเฉพาะของสำนักงานอัยการสูงสุด
สำนักงานอัยการสูงสุดถือเป็น “จุดตัดสำคัญ” ในกระบวนการยุติธรรม “ ชั้นก่อนฟ้อง” และ “ระหว่างดำเนินคดี ” ซึ่งจะต้องดำเนินการในแต่ละชั้นคดีดังนี้:
เมื่อได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน ให้พนักงานอัยการพิจารณาเรื่อง “ เงื่อนไขระงับคดี”ก่อนเป็นลำดับแรก
หากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้น “ ยื่นคำร้องหรือแถลงข้อเท็จจริงต่อศาล” เพื่อให้ศาลทราบว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว หรือดำเนินการขอ ถอนฟ้อง ตามขั้นตอนระเบียบฯ ข้อ ๑๓๒
ในคดีที่อยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ อัยการศาลสูง พิจารณาสั่งยุติการดำเนินคดี หรือยื่นคำแถลงข้อเท็จจริงต่อศาลสูง รวมถึงการ ถอนอุทธรณ์หรือถอนฎีกา ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นศาลสูง พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๖ และข้อ ๒๐
๓. สำนักงานอัยการสูงสุดต้องออก “ระเบียบ” หรือ “แนวทางปฏิบัติ” รองรับหรือไม่ อย่างไร?
เห็นว่า สำนักงานอัยการสูงสุด “ จำเป็นและควรอย่างยิ่ง ” ที่จะต้องออกกฎเกณฑ์รองรับ โดยอาจตราเป็น“ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด” หรือออกเป็น “หนังสือสั่งการ/แนวทางปฏิบัติ” (Directives/Circular Notification) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ และข้อ ๖ ของระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๖๓ ด้วยเหตุผลและรายละเอียดดังนี้:
บทสรุป
พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มิใช่เพียงการ“ยกเว้นโทษทางอาญา” แก่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็น“เครื่องมือสร้างสันติภาพทางกฎหมาย” (Legal Peacebuilding Instrument) ที่เสนอทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งให้แก่สังคมไทย โดยการเปลี่ยนผ่านจาก “การลงโทษทางอาญา” มาเป็น “ การเยียวยา ปรองดอง และสร้างสมานฉันท์” ซึ่งเป็นคุณค่าสูงสุดที่สังคมไทยจะได้รับเพื่อการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ความสำเร็จของ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “ประสิทธิภาพและความจริงใจในการบังคับใช้กฎหมาย” ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะ “ สำนักงานอัยการสูงสุด” ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็น “ กลไกกลาง” ในการคัดกรอง ยุติคดี และประสานงานกับศาลและตำรวจ การออกระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน รวดเร็ว และเป็นเอกภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ส่งผลสัมฤทธิ์ในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
บทความทางกฎหมายเรื่องนี้ เป็นความเห็นทางกฎหมายส่วนบุคคลของผู้เขียนไม่เกี่ยวข้องและไม่ผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนสังกัด แต่อย่างใด
อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1.
ประธานกรรมการว่าด้วยโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
กรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
17 ตุลาคม 2569
