ทนายแพมเผย พ่อแม่เคยทำสัญญาประนีประนอมต่อศาล ห้ามนำลูกไปทำคอนเทนต์ แต่ฝ่ายแม่พบมีคลิปเด็กออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ลูก 2 คนไม่ได้ไปโรงเรียน เตรียมยื่นศาลเยาวชน 18 ก.ย.นี้ ขอเพิกถอนอำนาจปกครองฝ่ายพ่อ ยืนยันต้องการให้ลูกกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
นางสาวพราวรวี ว่องไวทวีวงศ์ หรือ “ทนายแพม” ทนายความฝ่ายแม่เด็ก เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เด็กทั้ง 2 คนอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ โดยพ่อและแม่จดทะเบียนสมรสกัน และฝ่ายแม่เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเลิกรากันประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา และเข้าสู่กระบวนการในศาลเยาวชน

กระทั่งวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ทั้งสองฝ่ายทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยมีข้อตกลงสำคัญว่า ฝ่ายพ่อจะไม่นำลูกไปทำคอนเทนต์ และหากมีการฝ่าฝืน จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจปกครองตามข้อตกลง
ช่วงแรกหลังทำข้อตกลง ฝ่ายแม่ยังไม่พบการทำคอนเทนต์ที่น่ากังวลมากนัก แต่ต่อมากลับพบว่ามีการเผยแพร่คลิปเกี่ยวกับเด็กอย่างต่อเนื่อง จึงพยายามรวบรวมหลักฐานไว้เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของศาล

นอกจากนี้ ฝ่ายแม่ยังพูดคุยกับลูกผ่านทางแชต และพยายามสอบถามถึงสถานการณ์ต่างๆ แต่กังวลว่าเด็กอาจไม่กล้าขัดหรือแสดงความคิดเห็นบางอย่าง ขณะเดียวกันฝ่ายแม่ระบุว่า ทราบว่าลูกทั้ง 2 คนไม่ได้ไปโรงเรียน และไม่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่ควรจะเป็น จึงพยายามเดินทางไปพบลูก แต่ไม่สามารถพบได้ตามต้องการ
ทนายแพมระบุว่า คุณแม่ไม่เคยต้องการออกสื่อ และไม่ต้องการให้สังคมมองว่าเข้ามาหากระแสจากการที่ลูกเป็นที่รู้จัก สิ่งที่แม่ต้องการคืออยากได้ลูกกลับมา พากลับไปเรียน และเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือหรือปรับพฤติกรรมตามความเหมาะสม เพื่อให้เด็กกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ก่อนหน้านี้ฝ่ายแม่เคยส่งทีมเข้าไปพูดคุยและเจรจา แต่เด็กระบุว่ายังไม่อยากไปอยู่กับแม่ ทั้งนี้ ในคดีเกี่ยวกับเด็ก ศาลสามารถรับฟังความคิดเห็นของเด็กประกอบการพิจารณา แต่ยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ความเหมาะสม และประโยชน์สูงสุดของเด็กประกอบกัน
ฝ่ายแม่ยังมองว่า เด็กอาจมีความเข้าใจว่าแม่ทอดทิ้ง เนื่องจากไม่ได้พบกันบ่อยครั้ง แต่ยืนยันว่าแม่ยังคอยดูแลและช่วยเหลือลูกอยู่ตลอด เพียงแต่ไม่ต้องการออกสื่อหรือทำให้เด็กรู้สึกว่าเรื่องของตัวเองถูกนำมาใช้ประโยชน์

ล่าสุด ทนายความเตรียมยื่นเอกสารต่อศาลเยาวชนในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 เพื่อขอเพิกถอนอำนาจปกครองของฝ่ายพ่อ และขอให้ฝ่ายแม่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเคยทำไว้ต่อศาล
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายแม่ยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการกีดกันไม่ให้พ่อพบลูก หากในอนาคตฝ่ายพ่อสามารถปรับพฤติกรรมและทัศนคติได้ เพราะอำนาจปกครองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ฝ่ายแม่กังวลคือ หากลูกกลับไปอยู่กับพ่อ จะถูกนำไปทำคอนเทนต์ในลักษณะเดิมอีกหรือไม่

ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องอำนาจปกครองยังเป็นอำนาจของศาล โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ