DSI อายัดตัวผู้ต้องหาคดีลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดเหมืองเงินดิจิทัล ทำรัฐสูญรายได้กว่า 500 ล้านบาท เดินหน้าสอบสวนตามกฎหมายต่อ
สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ระหว่างการสอบสวนคดีพิเศษที่ 21 / 2568 กรณี กลุ่มบุคคลลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัลในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ส่งผลให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหาย โดยคดีดังกล่าวมีนายเมฆา (สงวนนามสกุล) เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3437 / 2569 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 และอยู่ระหว่างถูกคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการแจ้งขออายัดตัวนายเมฆาฯ ต่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมขอให้เรือนจำแจ้งต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หากนายเมฆาฯ จะพ้นโทษก่อนคดีนี้ถึงที่สุด เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ล่าสุด เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ปล่อยตัวนายเมฆาฯ ซึ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์ในคดีอาญาอื่น และประสานมายังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของคดี ต่อมา คณะพนักงานสอบสวนฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว เดินทางไปรับตัวนายเมฆาฯ จากเรือนจำฯ และควบคุมตัวมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถึงเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม 2569 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและสอบสวนพฤติการณ์แห่งคดี ก่อนนำตัวฝากขังต่อศาลอาญาในวันเดียวกัน

โดย นายเมฆาฯ มีพฤติการณ์ว่าเป็นผู้รับโอนเงินสกุลดิจิทัลที่ได้มาจากกลุ่มของ นายหวัง (กลุ่มนายทุนจีน) ที่ลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อใช้ทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565 หรือก่อนหน้านั้น ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ร่วมกันสมคบฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานประกอบธุรกิจเป็นผู้ค้าหรือนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ ปัจจุบันกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศอยู่ระหว่างสรุปสำนวนการสอบสวน โดยได้ออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 12 ราย ได้แก่ สัญชาติจีน 5 ราย สัญชาติเมียนมา 6 ราย และสัญชาติไทย 1 ราย พร้อมแจ้งข้อหาบุคคลสัญชาติไทยเพิ่มเติมอีก 3 ราย

อนึ่ง เนื่องจากคดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการแก่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป