สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย จับมือพันธมิตรนานาชาติไทย-ฟิลิปปินส์ ลงนาม MOU ยกระดับศักยภาพวิชาชีพ พร้อมขับเคลื่อนสวัสดิการกลุ่มเปราะบางสู่มาตรฐานสากล

สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย นำโดย นางเยาวเรศ คำมะนาด นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ระพีพรรณ คำหอม ที่ปรึกษาสมาคมฯ และคณะกรรมการสมาคมฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ ร่วมกับ Philippine Association of Social Workers, Incorporated (PASWI) ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยการประสานงาน ของ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายนักสังคมสงเคราะห์และองค์กรวิชาชีพสู่ระดับสากล

พิธีลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เพื่อมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมการบริการสังคม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับกลุ่มเปราะบาง

นางเยาวเรศ คำมะนาด นายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มิได้เป็นเพียงการตกลงร่วมกันในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่คือการสร้างหมุดหมายในการเชื่อมโยงเครือข่ายนักสังคมสงเคราะห์ไทยและฟิลิปปินส์ให้มีความแข็งแกร่ง เรามุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ระดับสากลมาปรับใช้เพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการและการดูแลกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย

ทั้งนี้ ขอบเขตของความร่วมมือที่ตกลงกันครอบคลุมใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาศักยภาพวิชาชีพ: พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ให้แก่นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เพื่อให้สอดรับกับความท้าทายในระดับสากล 2. การลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ: ร่วมกันคิดค้นแนวทางและนวัตกรรมการบริการสังคม เพื่อเพิ่มการเข้าถึงระบบสุขภาพของกลุ่มเปราะบางผ่านระบบบริการทางการแพทย์ทางไกล และ 3.การยกระดับเครือข่ายความร่วมมือ: เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายวิชาชีพในระดับอาเซียน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) และสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ยั่งยืน

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงบทบาทผู้นำของสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทยในเวทีระดับภูมิภาค แต่ยังถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการสังคมไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพื่อประโยชน์สุขสูงสุดของประชาชนและกลุ่มเปราะบางในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม



.