ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีน ประจำไตรมาส 4/2569 ชี้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.5-2% ไทยเผชิญยอดขาดดุลการค้ากับจีนพุ่งสูง แนะรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (Local Contents) สำหรับค่ายรถยนต์ EV และอิเล็กทรอนิกส์ มองว่ามาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” กระตุ้นท่องเที่ยวพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยสรุปผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ซึ่งได้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2569 ผู้ให้ข้อมูลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประกอบด้วย (1) ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการหอการค้าไทยจีน (2) ประธานและกรรมการสมาชิกสมาคมต่างๆของสหพันธ์หอการค้าไทยจีน และ (3) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทยจีน รวมทั้งสิ้น จำนวน 503 คน

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน
ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสภาวะเศรษฐกิจไทยใน ไตรมาส 2 ปี 2569 เมื่อ 17 สิงหาคม 2569 มีข้อสรุปว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และประมาณการว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะโตอยู่ร้อยละ 2 ถึง 2.5 จากการลงทุนของภาคเอกชนในกลุ่มเทคโนโลยี ดิจิตอล และอุตสาหกรรมใหม่ ส่วนการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวตามวัฏจักรจากตลาดโลกด้วย สินค้าเทคโนโลยี และอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตามการนำเข้าก็มีสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งเป็นการนำเข้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนเพื่อใช้ประกอบสินค้าเพื่อการส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิตอล จนทำให้ไทยขาดดุลการค้าติดต่อกันมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนการบริโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นชะลอตัวลงซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการชะลอตัวลงของการเบิกจ่ายการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ตามลำดับ
ผลการสำรวจของหอการค้าไทยจีนนั้น ร้อยละ 37.8 คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยทั้งปีนี้ จะอยู่ระหว่างร้อยละ 2 ถึง 2.5 แต่ร้อยละ 46.2 คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตนั้นจะอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 1.5 ถึง 2 ที่ชะลอตัวลงมากกว่าเป้าหมายของทางราชการค่ากลางที่ ร้อยละ 2.2

ด้วยสถานการณ์การขาดดุลการค้าในครึ่งแรกของปีนี้ แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 การนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 ทำให้ไทยขาดดุลการค้ามากถึง 12 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา (เทียบกับการเกินดุล 15.4 พันล้านเหรียญสหรัฐสหรัฐอเมริกา ในช่วงเดียวกันของปี 2568) เพราะค่าขนส่งและพลังงานที่แพงขึ้น การนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบเป็นสินค้าส่งออก และการนำเข้าสินค้าเพื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิตอล ร้อยละ 47.8 ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าการขาดดุลแม้ว่าจะมากขึ้นแต่ก็ยังรับได้เพราะเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อการลงทุนและผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ขณะที่ร้อยละ 28.1 ให้ความเห็นว่าการขาดดุลมากขึ้นดังกล่าวสูงจนเป็นที่น่ากังวล กล่าวคือ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ยังไม่กังวลการขาดดุลทางการค้า
ส่วนดุลการค้าระหว่างไทยกับจีนนั้นพบว่าในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 46.2 พันเหรียญสหรัฐสหรัฐอเมริกาซึ่งมากกว่าการขาดดุลในปี 2567 และเท่ากับร้อยละ 69 ของการขาดดุลปี 2568 ทั้งปี ร้อยละ 27.4 ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าการนำเข้าจากจีนที่มีมูลค่าสูงนั้นเนื่องมาจากจีนมีกำลังการผลิตส่วนเกินทำให้สินค้านั้นมีราคาถูก และรุกตลาดไทยได้ดี ร้อยละ 21.5 ให้ความเห็นว่าเนื่องจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ทำให้จีนส่งออกมายังตลาดเอเชียมากขึ้น ซึ่งรวมถึงไทยด้วย ขณะที่ร้อยละ 18.5 ให้ความเห็นว่าการนำเข้าจากจีนนั้นเป็นการอาศัยไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐอเมริกา (transshipment) และร้อยละ 17.2 ให้ความเห็นว่าเนื่องจากจีนมีการลงทุนในประเทศไทยสูงจึงมีการนำเข้าเครื่องจักรวัตถุดิบมาจากแหล่งในจีน

ในปัจจุบัน จากที่จีนได้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ในประเทศไทย ผู้ตอบแบบสำรวจยังมีความคิดเห็นว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากจีนในอุตสาหกรรมที่จีนมีศักยภาพสูง จะประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมภาคบริการดิจิตอล และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ตามลำดับ ขณะที่รัฐบาลไทยได้เสนอมาตรการความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและจีน (Co-creation) เพื่อมีวัตถุประสงค์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้นนั้น
ผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญมากที่สุดกับนโยบายให้บริษัทจีนที่มาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (local content) โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มากกว่ามาตรการผสมผสานการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีจีนและวัตถุดิบสินค้าเกษตรของไทย และมาตรการการเปิดตลาดให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย (SMEs) เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน ในทำการค้าในตลาดจีน

สถานการณ์การท่องเที่ยว ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทย 19.2 ล้านคนจากเป้าหมาย 35 ล้านคน ร้อยละ 37 ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะมีจำนวนระหว่าง 33 ถึง 35 ล้าน คน ขณะที่ร้อยละ 28.4 คาดว่านักท่องเที่ยวจะน้อยกว่า 33 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มจะน้อยกว่าเป้าหมาย ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เที่ยวไทยนั้นมีจำนวน 123.5 ล้านคน/ครั้ง ในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม จากเป้าหมายปี 2569 ที่ 206 ล้าน คน/ครั้ง
ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 37.1 มีความเห็นว่ามาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ที่คล้ายกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงหลังเหตุการณ์ โควิด-19 (เที่ยวด้วยกัน) มีความจำเป็นพอสมควรเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าภาคการท่องเที่ยวจะไม่ซบเซา ขณะที่ร้อยละ 26.5 มีความเห็นว่ามาตรการกระตุ้นดังกล่าวมีความจำเป็นมากที่สุดเพราะการท่องเที่ยวจากต่างประเทศนั้นยังไม่ฟื้นตัว กล่าวได้โดยสรุปว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ จำนวนหนึ่งในสาม เห็นความจำเป็นของการมีมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส เพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้น และการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นโยบายรัฐบาลที่เน้นการลงทุนใน 5 ด้าน ประกอบด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิตอล การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาไทยเป็นศูนย์บริการทางการเงินของภูมิภาค และการยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตและนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง ผลการสำรวจที่ให้เลือก 2 จาก 5 ด้าน ที่มีความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และต้องทำให้สำเร็จภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกคือ (1) การพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิตอล และ (2) การยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
อนึ่ง ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม 2569) การค้าระหว่างประเทศไทยและจีน มีมูลค่า 108,804 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขยายตัว 29.89% โดยการส่งออกของไทยไปจีน ขยายตัว 9.17% มีมูลค่า 26,837 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าของไทยจากจีน ขยายตัว 38.49% ส่งผลให้ประเทศไทยขาดดุลการค้ากับจีนมีมูลค่า 55,130 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.31% สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นราว ๆ 83% คือเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ มีมูลค่า 19,373 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา