สว.ลุยปราจีนฯ บี้สาง ‘3 ทุกข์ร้อน’ ชาวบ้าน จี้เบรก ‘โครงการดินแลกน้ำ’ อ.นาดี-รับเรื่องใหม่ปมแย่งน้ำทำนา-ผักตบชวาแน่นเต็มแม่น้ำปราจีนฯ

ปราจีนบุรี — คณะ สว. ชุดใหญ่ลุยพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนบ้าน   บี้ภาครัฐเร่งสาง 3 ปัญหาใหญ่  ทลายวิกฤตโครงการ “โครงการดินแลกน้ำ” อ.นาดี หลังชาวบ้านแฉสิ้นไร้ธรรมาภิบาล-ส่อเอื้อประโยชน์เอกชน   พร้อมรับเรื่องร้องเรียนใหม่จากชาวสวนผลไม้  ปมท่อส่งน้ำเกษตรแตก-ศึกแย่งน้ำทำนาในแม่น้ำปราจีนฯ  ผักตบชวาแน่นเต็มแม่น้ำปราจีนฯเป็นเหตุให้ออกซิเจนในน้ำต่ำ ทำปลาในกระชังตายทุกปีและกีดขวางทางระบายน้ำ -วิกฤตประตูน้ำพัง ด้านผู้นำชุมชน  เตือนสติรัฐรับมือ EEC อย่าทำลักษณะ “ได้หน้าลืมหลัง” พร้อมจับมือจังหวัดผลักดัน 4 กลไก   ยกระดับผลไม้พรีเมียมสู่ตลาดมูลค่าสูง

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดปราจีนบุรี    คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มภาคตะวันออก รวม 17 ท่าน นำโดย นายกิตติศักดิ์ หมื่นศรี, นายชัยธัช เพราะสุนทร, นายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง, นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา, นายชวภณ วัฒนเวคิน และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ ณ สวนมนัส ฮวดจึง ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมืองปราจีนบุรี ในโครงการ “สว.พบประชาชน” โดยมี นายนวรัตน์ วงศ์ปิ่นเพ็ชร์ ปลัดจังหวัดปราจีนบุรี เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ร่วมให้ข้อมูลและรับฟังความเดือดร้อนเพื่อเร่งรัดหน่วยงานรัฐแก้ไขปัญหาโดยด่วน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะ สว. ได้เข้าตรวจสอบและรับฟังปัญหาเดือดร้อนเร่งด่วน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย
ปมปัญหาโครงการ “ที่ดินแลกน้ำ” อ.นาดี: โครงการขุดลอกแควหนุมานและคลองยาง ถูกร้องเรียนว่ารุกล้ำที่ดินทำกินและพื้นที่ ภ.บ.ท.5 ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลิ่งพังทลาย ถนนและสะพานชำรุด ล่าสุดผู้ว่าฯ ได้สั่งระงับทั้ง 4 สัญญา พร้อมบี้อำเภอเคลียร์ปัญหาใน 30 วัน ขณะที่ ป.ป.ช. และ สตง. ได้เข้าตรวจสอบพิรุธมูลค่าทรายแล้ว

ปัญหาวิกฤตประตูน้ำพัง อ.ประจันตคาม: ประตูระบายน้ำชำรุด 2 จุด คือ ช่วงก่อนถึงสะพานวัดบางแขยง (หมู่ 7 บ้านดงไชยมัน) และบ้านท่าไม้แดง ทำให้ไม่สามารถควบคุมน้ำได้ ส่งผลให้เกิดน้ำแห้งขอดในหน้าแล้งและท่วมทะลักซ้ำซากในหน้าฝน โดยทางโครงการชลประทานปราจีนบุรีชี้แจงว่าเตรียมจัดสรรงบเร่งด่วนเข้าซ่อมแซมแล้ว

ถนนทรุดโทรมรอบนิคมอุตสาหกรรม 304 อ.ศรีมหาโพธิ: ถนนพังเสียหายเป็นหลุมลึกจากการวิ่งของรถบรรทุกหนัก ไม่มีไฟส่องสว่างและระบบระบายน้ำจนเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ที่ผ่านมาแก้ไขล่าช้าเนื่องจากท้องถิ่นเกี่ยงพื้นที่รับผิดชอบ ล่าสุด อบต.ศรีมหาโพธิ และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดฯ ได้ร่วมรายงานกรอบเวลาซ่อมแซมเพื่อคืนผิวจราจรที่ปลอดภัยให้ประชาชน

นอกจากนี้ คณะ สว. ยังได้เปิดรับหนังสือร้องทุกข์เพิ่มเติมจากตัวแทนชาวบ้าน    โดย นางสาวศิริพร คอยเอื้อชาติ อายุ 47 ปี และ นายนันท์ เชษฐกุล อายุ 72 ปี ตัวแทนชาวบ้าน อ.นาดี ได้เข้ายื่นหนังสือจี้ให้ยกเลิกโครงการดกินแลกน้ำ ที่แต่เดิมจังหวัดปราจีนบุรีสั่งให้ระงับโครงการ  ในการขุดลอกแควหนุมานและคลองยาง    ในสัญญาที่ 3 และ 4 โดยแฉว่า โครงการดังกล่าวใช้แบบแปลนที่ไม่ถูกต้อง   ขาดการทำประชาพิจารณ์ ไม่มีการปักแนวเขตและไม่มีป้ายโครงการชัดเจน อีกทั้งรูปแบบการขุดที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมและลึกถึง 5 เมตร เป็นการทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง หน้าดินริมตลิ่งทรุดตัว แม้จะสั่งระงับและให้เททรายคืนแต่พอน้ำหลากก็พังทลายเหมือนเดิม ชาวบ้านมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนนำทรายออกไปมากกว่า จึงเสนอให้เปลี่ยนมาสร้างฝายชะลอน้ำแทน

ขณะที่ นายมนัส ฮวดจึง ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรบ้านบางบริบูรณ์ ได้ยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือกรณีโครงการสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าระยะทาง 15 กิโลเมตร ซึ่งใช้งานมานานกว่า 35 ปี แต่ปัจจุบันพื้นที่เปลี่ยนมือไปเป็นของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีการตอกเสาเข็มสร้างหมู่บ้านจัดสรรทับแนวท่อเดิมจนท่อแตกเสียหายทั้งหมด ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำได้    จึงขอให้ สว. ช่วยประสานงบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อย้ายแนวท่อขึ้นมาไว้บนพื้นที่สาธารณะ และเปลี่ยนจากท่อใยหินเป็นท่อเหล็กเพื่อความคงทน

ทางด้าน นางสุนทรี สุจริต อายุ 64 ปี สมาชิก อบต.หมู่ 3 ต.บางเดชะ ร้องเรียนว่าพื้นที่เกษตรประสบภัยแล้งอย่างหนัก น้ำไม่ไหลเข้าพื้นที่จนเกษตรกรทะเลาะเบาะแว้งแย่งสูบน้ำทำนากันเอง      ส่วน ผู้ใหญ่สายทอง บุดดี อายุ 40 ปี หมู่ 7 ต.ประจันตคาม ทวงถามถึงการซ่อมแซมประตูระบายน้ำของกรมชลประทาน 2 บานที่ชำรุดจนทำน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี

และเกษตรกรยังได้จี้ให้เร่งกำจัดผักตบชวาหนาแน่นที่เป็นเหตุให้ออกซิเจนในน้ำต่ำ ทำปลาในกระชังตายทุกปีและกีดขวางทางระบายน้ำ

ด่นนายคณิต เจือจาน ประธานสภาผู้ใช้น้ำ กล่าวเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า    “การพัฒนาประเทศเพื่อรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นเรื่องที่ดี แต่หน่วยงานรัฐต้องบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้ดีและเพียงพอก่อน ไม่ใช่พัฒนาไปแล้วทิ้งปัญหาไว้ให้คนในพื้นที่ ต้องไม่เป็นลักษณะ ‘ได้หน้าลืมหลัง'”

นอกจากการเร่งแก้ไขทุกข์ร้อนแล้ว คณะ สว. และจังหวัดปราจีนบุรี โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดฯ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดฯ ได้ร่วมวางแนวทางขับเคลื่อนผลไม้ชื่อดังของจังหวัด (ทุเรียนปราจีนบุรี, มะยงชิด, ส้มโอ, กระท้อน) สู่ตลาดมูลค่าสูงผ่าน 4 กลไกหลัก คือ
• มาตรฐานและ GI: เร่งขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ผลักดันมาตรฐาน GAP และ Organic เพื่อส่งออกและวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด
• Smart Farming: สนับสนุนระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะผ่านแอปพลิเคชัน และนำโดรนมาใช้พ่นชีวภัณฑ์ตรวจโรคพืช
• ตลาดมูลค่าสูง: ใช้โมเดล “Pre-order” ออนไลน์ตรงจากสวน ส่งเข้าเครือข่ายโรงแรมระดับหรูและร้านอาหารมิชลินสตาร์
• ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ: จัดบุฟเฟต์ผลไม้พรีเมียม ผูกเรื่องราว (Storytelling) แหล่งปลูกใกล้ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 17 ท่าน ได้รวบรวมข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอแนะทั้งหมดจากประชาชนเข้าสู่กลไกของวุฒิสภา เพื่อประสานงานและเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ยั่งยืน และคืนความสุขความปลอดภัยให้แก่ชาวจังหวัดปราจีนบุรีต่อไป

###   มานิตย์   สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์ –  ภาพ / ปราจีนบุรี  ###

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts