ปราจีนบุรี – ประชาชนและกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าชาวปราจีนบุรีประสานเสียงค้านนโยบายกระทรวงคมนาคม สั่ง รฟท. ศึกษาแผนจำกัด-ยกเลิกขบวนรถไฟชานเมืองเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ชั้นใน หวังลดอุบัติเหตุซ้ำซาก หลังเกิดโศกนาฏกรรมจุดตัดมักกะสัน ชาวบ้านฉะแหลก “แก้ผ้าเอาหน้ารอด-แก้ปัญหาไม่ถูกจุด” หวั่นต้นทุนค่าครองชีพพุ่งและกระทบต่ออู่ข้าวอู่น้ำอย่างแสนสาหัส วอนรัฐติดไม้กั้นมาตรฐานแทนตัดช่องทางทำมาหากิน ด้านกระทรวงคมนาคมโร่แจง ยังไม่ใช่ข้อสรุปตัดหนทางทันที เป็นเพียงการทดลองระบบเพื่อหาแนวทางเยียวยา
เมื่อเวลา 16.10 น.วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญรถไฟชนรถประจำทาง ณ จุดตัดมักกะสัน นำไปสู่แนวคิดของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งศึกษาและทดลองแผนจำกัดหรือยกเลิกขบวนรถไฟวิ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน เป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สถานีรถไฟปราจีนบุรี เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ต่างแสดงความไม่เห็นด้วยและเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าว

นางณัฐนันท์ อายุ 60 ปี
พบ บรรยากาศที่สถานีรถไฟปราจีนบุรี พบกลุ่มแม่ค้าที่กำลังขนพืชผักและอาหารขึ้นขบวนรถไฟชานเมืองเพื่อเข้าไปจำหน่ายในกรุงเทพฯ ต่างระบายความอัดอั้นตันใจ โดยแม่ค้ารายหนึ่งกล่าวว่า รถไฟสายชานเมืองเปรียบเสมือนลมหายใจของคนหาเช้ากินค่ำ การที่รัฐจะสั่งหยุดรถไฟไม่ให้เข้าเมืองหลวงชั้นใน จะทำให้ห่วงโซ่การทำมาหากินต้องหยุดชะงักลงทันที ลำพังค่าที่และค่าเดินทางในปัจจุบันก็ย่ำแย่อยู่แล้ว หากต้องไปจอดลงรอบนอกแล้วต่อรถอื่นเข้าไป จะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายจนประชาชนคนจนอาจต้องยอมอดตาย

นายมณเฑียร รอดมาลี หรือ ดำ ผัดไทย อายุ 54 ปี
ด้าน นายมณเฑียร รอดมาลี หรือ “ดำ ผัดไทย” อายุ 54 ปี ประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟมาตั้งแต่เยาว์วัย ได้แสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดว่า นโยบายนี้กำลังสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง และสะท้อนถึงการแก้ปัญหาที่ไร้ทิศทางของภาครัฐ
“ผมไม่รู้ว่ารัฐมนตรีท่านเอาสมองส่วนไหนคิดล่ะครับ ที่จะห้ามเคลื่อนรถไฟ 3 เดือนเพื่อแก้ปัญหาตรงนั้น ตอนนี้รัฐมนตรีแก้ปัญหาไม่ตรงจุด คุณแก้ปัญหาประเภทที่ว่าแก้ผ้าเอาหน้ารอดเป็นวันๆ ไปอย่างนั้นเอง รัฐมนตรีพวกคุณน่ะ เคยขึ้นรถไฟ เคยขึ้นรถเมล์บ้างหรือเปล่า” นายมณเฑียร กล่าว

นายชัย (นามสมมุติ) ชาวจังหวัดปราจีนบุรี
นายมณเฑียรระบุอีกว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ระบบสัญญาณจราจรและวินัยจราจร ไม่ใช่ตัวรถไฟ หากรัฐบาล “ฟาดไปทั่ว” ก็จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว

สอดคล้องกับ นางณัฐนันท์ อายุ 60 ปี ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า รถไฟคือทางเลือกเดียวที่ประหยัดที่สุดในการเดินทางไปทำงานและค้าขาย แผนการให้รถไฟจอดส่งผู้โดยสารแค่รอบนอก เช่น สถานีมักกะสัน แล้วให้ต่อรถไฟฟ้าหรือรถเมล์เข้าเมืองหลวง เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่คนรายได้น้อยไม่สามารถแบกรับได้ จึงอยากวอนให้กระทรวงคมนาคมหันมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติที่ได้มาตรฐาน หรือเพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังบริเวณจุดตัดแทน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสคัดค้าน ยังมีมุมมองที่แตกต่างจาก นายชัย (นามสมมุติ) ชาวจังหวัดปราจีนบุรีผู้ใช้บริการรถไฟเส้นทางสายตะวันออกเป็นประจำ ซึ่งให้ทัศนะว่า ตนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เพราะมองว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนในเขตเมืองหลวง ส่วนข้อกังวลเรื่องการเดินทาง ตนมองว่าไม่ใช่อุปสรรคใหญ่โตเนื่องจากระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เช่น รถเมล์ พร้อมรองรับอยู่แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ความเคลื่อนไหวจากกระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะทำงานและผู้ช่วยรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงชี้แจงเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้ง โดยระบุว่า นโยบายดังกล่าว “ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่จะสั่งห้ามทันที” แต่เป็นกรอบเวลา 3 เดือนให้ รฟท. ไปศึกษาทดลองระบบและประเมินมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาระบบรางยระดับในระยะยาว โดยปัจจุบันรัฐบาลได้สั่งใช้ “กฎเหล็ก: ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” ไปก่อนชั่วคราว

ทว่า กระแสต้านจากสังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคม อาทิ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ยังคงหลั่งไหลอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่านโยบายจำกัดรถไฟเข้าเมืองเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และสวนทางกับแนวคิดการพัฒนาเมืองยั่งยืนระดับสากล ซึ่งหลังจากนี้คงต้องจับตาผลการศึกษาในกรอบ 3 เดือนของ รฟท. อย่างใกล้ชิดต่อไป.

โดย….มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์ – ภาพ / ปราจีนบุรี