ตั้งข้อหาหนักพยายามฆ่า”ตร.”ยิงโจ๋นราธิวาสเจ็บ 2 ราย

นราธิวาส-กอรมน.ยืนยันตำรวจ ยิงวัยรุ่นบาดเจ็บ 2 ราย ด้านผู้การฯนราธิวาส เผยตั้งข้อหาพยายามฆ่า

วันนี้(11มค.65)ผู้สื่อข่าวรายงาน กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้าได้เผยผ่านเพจจากกรณีโลกโซเชียลเผยแพร่ภาพข่าวเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรตันหยง อ.เมือง จ.นราธิวาส ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ของชาวบ้าน เหตุเกิดช่วงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 9 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ทำให้วัยรุ่นอายุ 18 ปี และ 21 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังถูกระบุว่าอาจเป็นการยิงจากเจ้าหน้าที่ที่ตั้งด่านตรวจและจุดสกัดใกล้กับจุดเกิดเหตุ ซึ่งวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้ไปตั้งเเคมป์ปิ้งบริเวณอ่างน้ำเก็บน้ำบ้านพิกุลทอง ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส ก่อนเกิดเหตุวัยรุ่นได้ขับรถยนต์ออกไปซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อ เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่จำนวน 2 นาย แต่งกายนอกเครื่องเเบบได้เรียกให้จอดรถ เเต่กลุ่มวัยรุ่นไม่ได้จอด เพราะเข้าใจผิดคิดว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ จึงทำให้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องเเบบสาดกระสุนใส่รถยนต์ ทำให้วัยรุ่นได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ทั้งยังระบุว่าอาการสาหัส

ทั้งนี้ จากข้อมูลสรุปเหตุการณ์ประจำวัน งานการข่าว ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) ประจำวันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2565 ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรตันหยง อ.เมือง จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุมีคนร้ายไม่ทราบชื่อ 2 คน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน บท – 1646 ปัตตานี เหตุเกิดบนถนนในหมู่บ้าน บ้านกำแพง หมู่ 2 ต.กะลุวอ อ.เมือง จ.นราธิวาส โดยรถยนต์คันดังกล่าวมี นายฟิรฮาน ลาเต๊ะ อายุ 20 ปี เป็นผู้ขับขี่ มีพรรคพวกนั่งมาในรถอีก 4 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ทราบชื่อภายหลังคือ นายนิอัลฟาร์ เจ๊ะนิ อายุ 18 ปี และนายฮานาฟี มะตาเฮ อายุ 21 ปี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้สรุปสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย พบว่าผู้บาดเจ็บทั้ง 2 ราย ที่นอนรักษาตัวที่ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อาการปลอดภัยแล้ว ขณะที่ทางด้าน นายอาซือมิง เจ๊ะนิ อายุ 49 ปี บิดาของนายนิอัลฟาร์ เจ๊ะนิ เปิดเผยว่า ปกติแล้วเด็กๆ ชอบไปตั้งแคมป์ตามประสาเด็กวัยรุ่นทั่วไป โดยในคืนเกิดเหตุ เด็กๆ พากันไป 10 กว่าคน มีทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายด้วย และเวลาประมาณ 02.00 น. เด็กๆ ต้องการไปซื้อของกินที่เซเว่น ระหว่างนั้นได้มีตำรวจโบกรถให้จอดแต่ก็ไม่กล้าจอดเพราะคิดว่าเป็นโจร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้ยิงปืนขึ้นฟ้าไป 1 นัด เพราะต้องการให้รถจอด เมื่อคนขับได้ยินเสียงปืนก็ยิ่งเหยียบคันเร่งไปอีก ตำรวจก็เลยไล่ตาม

ทางด้าน พลตำรวจตรี แวสาแม สาและ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่า หลังทราบเหตุ ตนเองได้เข้าไปสอบถามถึงเรื่องราวดังกล่าว ที่สถานีตำรวจภูธรตันหยง โดยได้สั่งการให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน ในเบื้องต้นทราบว่าเป็นความเข้าใจผิดของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากก่อนหน้านี้ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตันหยง ได้รับแจ้งว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตันหยง จึงได้นำกำลัง จำนวน 3 นาย ขี่รถจักรยานยนต์ออกตรวจสอบ ได้พบเห็นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน บท – 1646 ปัตตานี ขับผ่านมา จึงได้โบกเพื่อให้จอดเพื่อจะขอตรวจสอบ แต่รถกระคันดังกล่าวได้เหยียบคันเร่งหนี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขับไล่ตามรถคันกล่าวไปจนถึงบ้านคีรี หมู่ที่ 10 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อนท้ายอยู่จึงได้ใช้อาวุธปืน M 16 หวังยิงล้อรถกระบะ แต่วิถีกระสุนได้แฉลบขึ้นและไปถูกกระจกหลัง ซึ่งมีวัยรุ่นนั่งรวมกันมา 5 คน โดยกระสุนได้ถูกนายนิอัลฟาร์ เจ๊ะนิ อายุ 18 ปี และนายฮานาฟี มะตาเฮ อายุ 21 ปี ที่นั่งอยู่ภายในแค็ปหลังคนขับ ได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่คนขับจะจอดรถ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบ ก่อนให้คนขับนำเพื่อนที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลนราธิราชนครินทร์ ส่วนอีกสองคน เจ้าหน้าที่ได้ทำการควบคุมตัวไว้เพื่อสอบสวน

“ทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเข้าใจผิดระหว่างทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นายแต่งกายนอกเครื่องแบบ ทำให้วัยรุ่นเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นโจรที่ตามไล่ยิง ส่วนตำรวจเองก็เข้าใจว่าวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่ค้ายาเสพติดตามสายข่าวที่แจ้งมา”
.
อย่างไรก็ตาม พลตำรวจตรี แวสาแม สาและ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ยึดอาวุธปืน M 16 จำนวน 1 กระบอกพร้อมปลอกกระสุน 1 ปลอก รวมทั้งรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ และรถยนต์ของผู้เสียหายนำไปตรวจสอบวิถีกระสุนอย่างละเอียด ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นายถูกตั้งข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น แต่จะเจตนาหรือไม่นั้นต้องอยู่ที่การสอบสวนถึงที่สุดต่อไปก่อน ขณะเดียวกันในส่วนของผู้เสียหายจะต้องมีการเยียวยาตามความเหมาะสมเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง