สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ส.ค.69 ที่ผ่านมา ได้มีผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่ จ.จันทบุรี เป็นเจ้าของธุรกิจค้าขายแผงโซล่าเซลล์ ได้รับการติดต่อจากลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของร้านค้าเพื่อขอซื้อโคมไฟโซล่าเซลล์จำนวนมาก มูลค่ารวมกว่า 395,000 บาท เมื่อตกลงว่าจะซื้อขายกันแล้ว ลูกค้ารายดังกล่าวได้พูดคุยตีสนิท พร้อมออกอุบายชักชวนให้ผู้เสียหายช่วยซื้อลวดหนามหีบเพลง มูลค่ากว่า 700,000 บาท โดยอ้างว่าจะเอาไปส่งให้ค่ายทหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ชลบุรี ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินเข้าบัญชีนิติบุคคลประเภท หจก. โดยเชื่อว่าเป็นบัญชีของร้านค้าที่ถูกต้อง แต่เมื่อโอนเงินไปแล้ว กลับไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงรู้ตัวว่าโดนหลอกลวงและเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในเวลาต่อมา

ต่อมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจออกสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งสามารถขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องและหมายค้นเป้าหมายได้สำเร็จ
โดยล่าสุด พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผกก.2 บก.สอท.4 ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.สิรวิชญ์ มหัทธนวิศิษฎ์ รอง ผกก.2 บก.สอท.4, พ.ต.ท.พร้อมพล นิตย์วิบูลย์ รอง ผกกฯ ช่วยราชการ กก.2 บก.สอท.4, พ.ต.ต.ยุทธพงษ์ อมรมงคลศิลป์ สว.ฯ ช่วยราชการ กก.2 บก.สอท.4 และ พ.ต.ต.เปรมประชา อุตมา สว.ฯ ช่วยราชการ กก.2 บก.สอท.4 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด พร้อมหมายค้นศาลอาญาธนบุรี ที่ 214/2569 เข้าตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งย่านภาษีเจริญ กทม.

จากการตรวจค้น สามารถจับกุม น.ส.รัญวรัชญ์ หรือ พิม อายุ 31 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดจันทบุรี ที่ 155/2569 ลง 13 ส.ค.69 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง”, “ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” และ “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ”
เบื้องต้น เจ้าตัวยอมรับว่าตนเองเดือดร้อนเรื่องเงิน จึงได้ไปจดทะเบียนจัดตั้งและเป็นกรรมการของนิติบุคคลประเภท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่ไม่ได้ทำธุรกิจจริง จากนั้นได้เปิดบัญชีธนาคารของ หจก. แล้วนำไปขายต่อตามกลุ่มที่ประกาศรับซื้อบัญชีธนาคารในเฟซบุ๊ก ได้เงินกลับมารวมกว่า 80,000 บาท จากการตรวจสอบพยานหลักฐานในโทรศัพท์มือถือที่ตรวจยึดได้จากผู้ต้องหา พบว่าผู้ต้องหายังรับจ้างเป็นนายหน้าจัดหาบัญชีม้านิติบุคคลด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับภายหลังว่า เมื่อตนเองเห็นว่าการขายบัญชีม้านิติบุคคลสามารถทำรายได้ค่อนข้างดี และยังเป็นเงินก้อนใหญ่ จึงได้เริ่มประกาศหารับซื้อบัญชี หจก. จากกลุ่มในเฟซบุ๊กและจากการที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ผู้ต้องหาเคยขายไป พบว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีที่เจ้าทุกข์ทั่วประเทศเข้าแจ้งความแล้ว รวมกว่า 27 คดี ทั้งการหลอกให้ทำกิจกรรม หลอกให้ลงทุน และอื่นๆ และเชื่อว่ายังมีที่ถูกหลอกลวงแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความอีกหลายราย

นอกจากนี้ เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาเปิดเผยว่าตนเองได้ติดต่อกับนายทุนชาวจีนรายหนึ่ง ชื่อ อาเหย้า ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และ เทเลแกรม โดย อาเหย้า มีการเสนอให้ผู้ต้องหาช่วยจัดหาคนเปิดบัญชีม้า หจก. พร้อมใช้งาน โดยอาเหย้าจะเป็นผู้จัดหาโทรศัพท์มือถือพร้อมซิมการ์ดจากตลาดมืดส่งมาให้ เพื่อให้ผู้ต้องหานำไปใช้ประกอบการจัดหาผู้รับเปิดบัญชีม้านิติบุคคล โดยแลกกับเงินจำนวนสูงถึง 80,000 – 150,000 บาท ต่อบัญชี ขึ้นอยู่กับความพร้อมในการใช้งานของบัญชีนั้นๆ ซึ่งตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา ผู้ต้องหารับว่าตั้งแต่ทำงานกับอาเหย้าทำให้มีรายได้ดีมาก ประมาณหลักแสนต่อเดือน
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหารายอื่นๆ ในเครือข่าย รวมทั้งอยู่ระหว่างขยายผลไปยังนายทุนชาวจีนรายดักกล่าว เพื่อนำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย