เช็คเด้ง ติดคุกไหม ?

เช็คเด้ง ติดคุกไหม ? *

​เมื่อวันที่ ๒๗ มิ.ย.๒๕๖๕ “ครม.มีมติยกเลิก พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คแล้ว”   และต่อมาวันที่ ๓๑ ต.ค. ๒๕๖๕ ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ พ.ศ. … ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วน ทำให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักกฎหมายหลายท่าน สงสัยว่า

​“ มีการยกเลิกการกระทำความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คไปแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นเวลา ๑๒๐วัน”แล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ จะยังคงใช้บังคับใช้ได้อีกต่อไปหรือไม่

​มาดูเหตุผลว่า “ เหตุใด ครม.จึงมีมติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ? ”

​สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ จะยกเลิก พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ทำให้ เมื่อมีกรณีลูกหนี้สั่งจ่ายเช็คโดยไม่มีเจตนาทุจริต แต่เช็คไม่สามารถขึ้นเงินได้ เพราะเงินในบัญชีของลูกหนี้ไม่เพียงพอ หรือที่เรียกว่า “เช็คเด้ง” จะเหลือเพียงมูลความผิดที่ฟ้องร้องกันทางแพ่ง  เท่านั้น จะไม่มีโทษทางอาญาที่ต้องถูกปรับหรือจำคุกอีกต่อไป

​ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้นหากเกิดกรณี “เช็คเด้ง” ไม่ว่าจะมีเจตนาทุจริตหรือไม่ ลูกหนี้ต้องรับผิดและมีโทษทางอาญา ถูกปรับหรือจำคุกหรือทั้งจำทั้งปรับ เสมือนลูกหนี้ต้องเอาเสรีภาพของตนเองเป็นประกันว่า “เช็คจะไม่เด้ง”

​ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว การที่เงินในบัญชีไม่พอจ่าย เจ้าหนี้ควรฟ้องร้องทางแพ่ง เรียกเงินตามเช็คเท่านั้น แต่เมื่อมี พ.ร.บ เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ ฯ ฉบับนี้ ทำให้ทางปฏิบัติเจ้าหนี้มักเลือก “ฟ้องเป็นคดีอาญา” เพื่อข่มขู่ บีบบังคับให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ตามเช็ค

​“ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการเงินมีการเปลี่ยนไปมาก มีการใช้ทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาแทนที่การใช้เช็ค แต่หากยังคงมี พ.ร.บ. เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ ฯฉบับนี้ไว้ อาจจะเป็นการใช้โทษอาญาในทางที่ไม่เหมาะสม รัฐบาลจึงเร่งรัดให้มีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยให้การจัดการหนี้สินระหว่างเจ้าหนี้ กับ ลูกหนี้ อยู่ภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรม

​โดยเมื่อกฎหมายยกเลิก พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มีผลใช้บังคับแล้ว                 “ผู้ที่ต้องโทษอยู่” จะได้รับการ“ปล่อยตัวทันที” หรือ หากศาลพิจารณาคดีอยู่ก็จะ “จำหน่ายคดีส่วนอาญา” ออกไป และต่อไปนี้เจ้าหนี้จะไม่สามารถฟ้องทางอาญาเพื่อบีบบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามเช็คได้อีกต่อไป”

​ อย่างไรก็ตาม แม้จะยกเลิกพ.ร.บ. เช็ค ๒๕๓๔ ฉบับนี้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา ลงโทษลูกหนี้ที่ “ สั่งจ่ายเช็คเด้งโดยมีเจตนาทุจริต” โดยอาจเป็นความผิดฐาน “ฉ้อโกง”ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับได้ ( หากได้ความว่า การสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ แล้วได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น)

​นอกจากนี้ การยกเลิก พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ดังกล่าว จะเป็นการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐( รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จําเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจําเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดํารงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ โดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน )  และ ให้พึง “ กำหนดโทษทางอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง” เท่านั้น และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่กำหนดว่า “บุคคลจะถูกจำคุกเพียงเพราะเหตุว่าไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาไม่ได้ ”

​ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังคงไม่ได้มีการออก “ พระราชบัญญัติยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔” หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ………….          ( ฉบับใหม่) จึงทำให้เกิด ความสงสัยหรือความกังวล ทั้งฝ่ายของลูกหนี้,ผู้ออกเช็ค หรือผู้สั่งจ่ายเช็ค และฝ่ายเจ้าหนี้ ,ผู้รับเช็ค หรือผู้รับชำระหนี้ ว่า

            “ จะยังคงบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ ได้อีกต่อไปหรือไม่ ? หรือยังคงสามารถ รับเช็คเพื่อชำระหนี้ได้อีกต่อไป หรือไม่?

​ก่อนอื่นมารู้จัก “พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ”  กันก่อน

​องค์ประกอบความผิด :

​มาตรา ๔  ผู้ใด ออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) เจตนาที่จะ ไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น

(๒) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้

(๓) ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น

(๔) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้

(๕) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต ( หรือที่เรียกว่า สั่งอายัดเช็ค)

           เมื่อได้มีการ “ยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย” ถ้า“ธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

​  องค์ประกอบสำคัญ คือ เช็คที่ออก หรือสั่งจ่ายนั้น ต้องเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ และเป็นมูลหนี้ที่มีอยู่จริงด้วย และเป็นมูลหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายด้วย

​คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๙๘/๒๕๑๔  จำเลยออกเช็คเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ โดยไม่มีเจตนาที่จะให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นมอบให้แก่ ต. แล้วต่อมา ต. ได้นำเช็คฉบับนี้ไปขอแลกเงินสด(เช็คแลกเงินสด โดยไม่มีมูลหนี้ที่แท้จริง) จากผู้เสียหาย โดยขณะที่ผู้เสียหายรับเช็คไว้รู้ดีอยู่แล้วว่า เป็นเช็คที่ไม่มีเงิน ดังนี้แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค เมื่อผู้เสียหายนำไปยื่นขอรับเงิน จำเลยก็ยังไม่มีความผิดฐานออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น

​คดีเช็ค เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ ดังนั้นจึงสามารถ “ถอนคำร้องทุกข์” ได้

​มาตรา ๕  “ ความผิดตามมาตรา ๔ เป็นความผิดอันยอมความได้”

​ดังนั้น เมื่อคดีเช็คเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ จึงมีความจำเป็นต้อง “ร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี” และต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายด้วย

​ ถ้าไม่ได้ “ร้องทุกข์/ดำเนินคดี ภายในกำหนด ๓ เดือน นับแต้รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ

​ตามประมวลกฎหมายอาญา

​“มาตรา ๙๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๙๕ ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”

​คดีเลิกกัน :

​มาตรา ๗  ถ้า “ผู้กระทำความผิด” ตามมาตรา ๔ ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ “ผู้ทรงเช็ค” หรือแก่ “ธนาคาร” ภายใน สามสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคาร ไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๔ ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไป ก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

​  ดังนั้น แม้ความผิด (ตาม พ.ร.บ. เช็ค ๒๕๓๔) จะสำเร็จแล้วก็ตาม แต่ก็สามารถทำให้                 “คดีเลิกกัน” ได้ด้วยการ

​(๑) “ ใช้เงินตามเช็ค” แก่ “ผู้ทรงเช็ค” หรือแก่ “ธนาคาร” ภายใน สามสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น (เช็คเด้ง)

(๒) หนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๔ ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพัน

          กล่าวโดยสรุป ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ จะเห็นได้ว่า “ ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แล้วธนาคารปฏิเสธมิให้มีการใช้เงิน            ตามเช็ค โดยมีเจตนาและพฤติการณ์ตามมาตรา ๔  (๑) ถึง (๕)  และมิได้มีการกระทำที่ทำให้                           “ คดีเลิกกัน” ตามมาตรา ๗ แล้ว ย่อมต้องรับผิดตามมาตรา ๔  ซึ่งระวางโทษ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

​แต่เมื่อ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ “ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔” แล้ว แต่ปัจจุบันกลับยังคงไม่ได้มีการออก พระราชบัญญัติยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔” หรือ ออก พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ…………. ( ฉบับใหม่) จึงทำให้เกิด ความสงสัยหรือความกังวล ว่า

            “ จะยังคงบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ ได้อีกต่อไปหรือไม่ ? หรือยังคงสามารถ รับเช็คเพื่อชำระหนี้ได้อีกต่อไป หรือไม่?

​บัดนี้ ​ศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๙/๒๕๖๖ ได้วางหลักในเรื่องนี้ ดังนี้

​ “ แม้คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ แต่รัฐยังมิได้มีพระราชบัญญัติยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ๒๕๓๔ ยังคงมีผลใช้บังคับและมีโทษตามกฎหมายในทางอาญา”

​ฉะนั้น จึงยังคงต้องถือว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ยังคงมีผลใช้บังคับและมีโทษตามกฎหมายในทางอาญาอยู่ต่อไป ( จนกว่าจะออก พระราชบัญญัติยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ…………. ( ฉบับใหม่)

​ จึงต้องถือว่า “ เช็คเด้ง หากเข้าองค์ประกอบความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ แล้ว  และหากไม่ได้มีการยอมความหรือถอนคำร้องทุกข์แล้ว หรือมีการกระทำให้คดีเลิกกันตามมาตรา ๗   ผู้สั่งจ่ายเช็คย่อมอาจถูกจำคุก หรือ ติดคุกได้

​ฉะนั้น เจ้าหนี้ ผู้รับเช็คชำระหนี้ จึงไม่ต้องกังวลถึงขนาดไม่ยอมรับเช็คชำระหนี้อีกต่อไป และฝ่ายลูกหนี้ หรือผู้สั่งจ่ายเช็ค ก็จะต้องระมัดระวัง และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการสั่งจ่ายเช็ค และกำหนดเวลาและจำนวนเงินตามเช็ค เพื่อมิให้ต้องรับโทษจำคุก

          อย่าไปนึกว่า  “ ครม.มีมติยกเลิก พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ แล้ว การสั่งจ่ายเช็คแล้วเช็คเด้งจะไม่ติดคุกนะครับ”  

• วรเทพ  สกุลพิชัยรัตน์

อัยการศาลสูงจังหวัดสมุทรปราการ

อดีต รองประธานคณะอนุกรรมการการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(คนที่สอง)ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts