วราวุธ ปลื้ม ดันราคาคาร์บอนเครดิตขึ้น 4 เท่า หลังเซ็นสัญญากับสวิส

“วราวุธ” ปลื้ม ดันราคาคาร์บอนเครดิตขึ้น 4 เท่า หลังเซ็นสัญญากับสวิส ชี้ อนาคตคนไทย แค่ปลูกต้นไม้ก็ได้เงิน

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ TOP Varawut – ท็อป วราวุธ ศิลปอาชา เพื่อแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับราคาคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า หลังไทยลงนามความร่วมมือกับสมาพันธรัฐสวิส เพื่อแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตและเงินทุน เพื่อต่อสู้ภาวะโลกร้อน ตามข้อตกลง Paris Agreement เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา

โดยนายวราวุธระบุว่า “ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ได้ลงนามในข้อตกลง Implementing Agreement On Climate Protection ภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ข้อที่ 6.2 กับ สมาพันธรัฐสวิส อันเป็นข้อตกลงในการซื้อขายแลกเปลี่ยน คาร์บอนเครดิตของประเทศไทยให้แก่สมาพันธรัฐสวิส โดยไทยจะได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมเป็นการแลกเปลี่ยน โดยการทำข้อตกลงครั้งนี้ ได้ถือว่าเป็น 2 ประเทศแรกของโลก ที่มีการยกระดับความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นรูปธรรมด้วย”

ทั้งนี้นายวราวุธยังกล่าวถึง ทิศทางของราคาของคาร์บอนเครดิต ที่วิเคราะห์จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี จนถึงปีปัจจุบัน พบว่า ราคาคาร์บอนเครดิตดีดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถึง 120 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์ บวกกับทิศทางด้านการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลก ก็ถือว่ามีโอกาสที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ตามความต้องการของตลาดโลก ซึ่งกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยดำเนินการโดย องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ทั้งนี้หากประชาชนและภาคเอกชน สนใจสามารถติดต่อขอคำแนะนำได้ที่ www.tgo.or.th เพียงแค่มีที่ดินปลูกต้นไม้ ก็สามารถเข้าสู่ธุรกิจนี้ได้ โดยการประเมินปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ จะประเมินโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้นายวราวุธยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ได้มีกองทุนที่ลงทุนด้านคาร์บอนเครดิต หรือการพัฒนาเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นมามากขึ้นในทั่วโลก ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าในอนาคต “เศรษฐกิจสีเขียว” จะมีความสำคัญและมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะมีการนำเทคโนโลยี BlockChain และเหรียญ Token มาใช้ในการดำเนินการด้านการค้าคาร์บอนเครดิต เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย ให้เป็นช่องทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลโลกของเรา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง