..“สภาพความเสื่อมนี้ในปัจจุบัน ญาติโยมพูดกันมาก เพราะมีข่าวร้ายต่างๆ มากมาย เรื่องอย่างนี้พระสงฆ์ก็ควรจะเอามาพูดบ้าง ไม่งั้นญาติโยมพูดฝ่ายเดียว จะกลายเป็นนินทาพระ แต่ถ้าพระเอามาพูดบ้างในฐานะที่เป็นผู้รู้เรื่องทางธรรม พูดในทางแนะนำและหาทางแก้ปัญหา ก็จะได้มีทางช่วยกันให้รู้จักวางใจได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เมื่อเรื่องร้ายๆและปัญหาเกิดขึ้น พระจำเป็นต้องเอามาพูดให้โยมรู้ว่า ความเสื่อมเกิดขึ้นได้อย่างไร มีทางแก้ไขอย่างไร เราจะได้ช่วยกันป้องกัน และที่จริงนั้นตัวเราเองก็มีหน้าที่ด้วย เพราะว่าในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนเรามีหน้าที่ช่วยกันป้องกันพระศาสนา
.
…. อย่างวันสองวันนี้ก็ได้ข่าวอีกแล้วรายใหม่ อาตมาเองก็ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ แต่ท่านมหาและหลวงลุงท่านก็อ่านและท่านเล่าให้ฟังว่า มีพระองค์หนึ่งไปหลอกร้านค้าเพชร เอาเพชรไปแล้วไม่จ่ายเงินให้แก่เขา จำนวนเป็นล้านๆบาท และขอประทานอภัยก็ไปทำศิวลึงค์นำไปแจกในต่างประเทศ พอฟังหรืออ่านข่าวพระประพฤติอย่างนี้แล้วโยมก็อาจจะพูดว่า พระไม่ดี พระเสียหาย พระหลอกลวง พระเหลวไหล ไม่น่านับถือ จากพระไม่ดี ก็เลยพาลพาโลต่อไปว่าพระพุทธศาสนาไม่ดี แล้วก็จะไม่นับถือพระ จะเลิกนับถือพระพุทธศาสนา
.
…. ที่จริงนั้น พระพุทธศาสนาเป็นของเรา ไม่ใช่เป็นของพระองค์นั้น เพราะว่าคนที่จะมีสิทธิเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนานั้นจะต้องเป็นพุทธบริษัท พุทธบริษัทก็คือผู้ที่ทำหน้าที่ของชาวพุทธอย่างถูกต้อง
…. ถ้าเป็นพระก็ต้องเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติและทำหน้าที่ของพระอย่างถูกต้อง
…. ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาก็เป็นคฤหัสถ์ที่ทำหน้าที่ของชาวบ้านอย่างถูกต้อง ถ้าเราทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนถูกต้อง เราเองนี่แหละเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา
.
…. ในทางตรงข้าม พระก็ตาม ญาติโยมก็ตาม แม้จะประกาศตนเป็นชาวพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง ทำตัวเหลวไหล ก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา ควรจะระแวงว่าเป็นคนร้ายที่แฝงซ่อนเข้ามาหาประโยชน์จากพระศาสนา ที่เรียกกันว่าเข้ามาปล้นศาสนา
.
…. เพราะฉะนั้น พระที่ประพฤติเลวทรามเหล่านั้นเราไม่ถือว่าเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา โยมจะต้องไม่มองว่า…“เป็นพระประพฤติชั่ว” โยมจะต้องมองว่า…“คนชั่วเข้ามาทำลายพระศาสนา
.
…. ถ้าเราวางใจให้ถูกต้องอย่างนี้แล้วพระศาสนาก็จะดีขึ้น เราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อพระศาสนา อย่าถือธุระไม่ใช่ อย่ายกสมบัติของเราให้เขาไป
.
…. อาตมาเคยเปรียบเทียบบ่อยๆว่า ถ้ามีโจรเข้ามาปล้นบ้านแล้วเรายกสมบัติให้โจรไปเลย อย่างนี้ถือว่าวิปริตใช่ไหม ที่ถูกนั้นเราก็ต้องรักษาทรัพย์สมบัติของเรา แต่ที่เป็นกันเวลานี้เราก็ทำวิปริตกันอยู่โดยไม่รู้ตัว คือ ทั้งๆที่พระศาสนานี้เป็นของเรา แต่พอมีโจรคือคนที่แฝงตัวมาในเพศของพระประพฤติไม่ดี ทำเสียหาย เป็นโจรปล้นศาสนา พอมีโจรเข้ามาปล้นพระศาสนาของเราอย่างนี้ แทนที่เราจะช่วยกันรักษาพระศาสนาของเราๆ กลับยกศาสนาให้โจรไปเสียนี่ อย่างนี้เขาเรียกว่ายกสมบัติให้โจร
…. เพราะฉะนั้นอย่าทำอย่างนี้ เรากำลังทำผิดพลาด ต้องทำใจให้ถูกต้อง เราต้องรักษาพระพุทธศาสนาของเรา”
.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมกถา เรื่อง “คุณบิดามารดา สุดพรรณามหาศาล” แสดงเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๕ จากหนังสือชื่อ “คุณบิดามารดา สุดพรรณามหาศาล” หน้า ๓๔ – ๓๖ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๗๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔
——————————–
.
หลักสำคัญที่สุดที่จะ รักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้
.
…. “ก็คือ พุทธบริษัททั้ง ๔ ของเรา จะต้องมีความมั่นคงใน “หลักการของพระพุทธศาสนา” และ จะต้องสำนึกในความมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา จะต้องยึดถือหลักการเป็นสำคัญ และพัฒนาตนเองให้เป็นชาวพุทธที่มีคุณภาพ
.
…. เวลานี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก ก็คือ คนที่มีชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชน มักมีความรู้สึกคล้ายๆจะแบ่งกัน เช่น ชาวบ้านก็มองว่า ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบพระพุทธศาสนาคือ “พระ”
.
…. เวลามีพระทำอะไรไม่ดี โยมก็บอกว่า..เออ..พระพุทธศาสนานี่อะไรกัน พระไม่ดี ไม่ได้ความ ไม่น่านับถือ ก็พาลจะเลิกนับถือพระพุทธศาสนา หาได้คิดไม่ว่า..”พระพุทธศาสนาเป็นของบริษัท ๔” ถ้าพระเสีย แต่โยมยังอยู่ อุบาสก-อุบาสิกา ก็ต้องรักษาพระพุทธศาสนาไว้ ยามใดที่พระสงฆ์เพลี่ยงพล้ำ อุบาสก-อุบาสิกา ต้องเป็นหลักกลับมาช่วยฟื้นฟู หนุนให้มี“พระดี”มารักษาพระพุทธศาสนา…
…. ในการที่จะรักษาพระพุทธศาสนานั้น นอกจากมีจิตสำนึกที่จะไม่ประมาท มีความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน และมีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของด้วยแล้ว ตัวเราเองจะต้องมีคุณสมบัติที่จะรักษาพระศาสนาได้ด้วย
…. พระพุทธเจ้าได้ตรัสหลักนี้ไว้ให้แล้ว ใน “มหาปรินิพพานสูตร” ว่า..พระองค์จะปรินิพพานต่อเมื่อ “พุทธบริษัททั้ง ๔” ไม่ว่าจะเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม อุบาสิกาก็ตาม #ไม่ใช่แต่เฉพาะพระสงฆ์ ต้องมีคุณสมบัติ ๓ ข้อต่อไปนี้ ( ดูใน ที. ม. ๑๐/๑๐๒ ) (โดยสรุป) คือ…
.
๑. ในแง่ตนเอง ก็ทั้ง “รู้” และ “ปฏิบัติ” ได้ถูกต้อง
๒. ในแง่สัมพันธ์กับผู้อื่น ก็มีความรู้ความสามารถ และ มีน้ำใจเมตตาที่จะเผื่อแผ่ให้ความรู้ธรรมแก่เขา
.
๓. ในแง่หลักการ ก็สามารถรักษาหลักการของพระพุทธศาสนา ชี้แจงแก่ผู้ที่มาพูดกล่าวร้าย หรือแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อพระพุทธศาสนาได้
.
…. ถ้าทุกคนที่เป็นชาวพุทธ อยู่ในพุทธบริษัท ๔ เป็นอุบาสิกา เป็นอุบาสก เป็นภิกษุณี เป็นภิกษุ ที่มีความสามารถเช่นนี้ แล้วช่วยกันรับผิดชอบ ก็จะสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้แน่นอน เราจะไม่มีปัญหา
…. แต่เมื่อใด ความเสื่อมเกิดขึ้นและรุกเข้ามาจนถึงจุดศูนย์กลาง กล่าวคือ แม้แต่ “ความรู้ และ การปฏิบัติ” ต่อพระพุทธศาสนา ที่เป็นส่วนของ“พระ”เอง ก็พลอยคลาดเคลื่อนหรือพระเองก็ไม่มีคุณสมบัติ เมื่อนั้น..พระพุทธศาสนาก็จะเสื่อมโทรมลง”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมบรรยาย “ความยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ทั้งเจริญและเสื่อม” ณ นาลันทามหาวิหาร (Old Nalanda ) เมื่อ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ๐๗.๓๕ น.
มองให้ถูก พระไม่ดี หรือ คนร้ายมาทำลายศาสนา