[กรุงเทพฯ-ปราจีนบุรี] เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี รายงานว่า กลุ่มเครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรี นำโดยนางบุษบงก์ ชาวกัณหา และนายวิโรจน์ น้อยสำเนียง พร้อมตัวแทนภาคประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบทางมลพิษรวม 12 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการและรายชื่อประชาชนที่รวยรวมจากผู้เข้าชื่อเรียกร้องประกาศ “เขตควบคุมมลพิษ” รวม กว่า 32,000 คน ที่สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำข้อเรียกร้องเสนอต่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โดยจี้ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา ประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขา ครอบคลุม 5 อำเภอ เป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หรือใช้มาตรการเร่งด่วนอื่นเพื่อแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่อย่างเด็ดขาด ขีดเส้น 15 วันขอติดตามผล

นางบุษบงก์ ชาวกัณหา และนายวิโรจน์ น้อยสำเนียง 2 แกนนำกลุ่มรักษ์ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ทั้งนี้จาก สถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี (ครอบคลุมอำเภอกบินทร์บุรี, อำเภอศรีมหาโพธิ, อำเภอศรีมโหสถ, อำเภอเมืองปราจีนบุรี และอำเภอบ้านสร้าง) ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษสะสมและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี อันเป็นผลจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเข้มข้น ประกอบกับข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย และผลพวงจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ในอดีตที่ผ่อนคลายการใช้ประโยชน์ที่ดิน จนทำให้จังหวัดปราจีนบุรีกลายเป็นพื้นที่รองรับการกำจัดของเสียอันตรายจากหลายจังหวัด
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเชิงระบบ ได้แก่
• ช่องโหว่การติดตามตรวจสอบ EIA: ภาคประชาชนพบข้อกังวลต่อประสิทธิภาพการรายงานผลปฏิบัติตามมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring Report) ของโครงการอุตสาหกรรมที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว
• ผลกระทบสะสมจากโรงไฟฟ้าขยะ: การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมหลายแห่งในตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตต่ำกว่าเกณฑ์ต้องทำ EIA หรือ EHIA ทำให้ผ่านกระบวนการพิจารณาเพียงรายงาน CoP หรือ IEE แต่การตั้งอยู่ใกล้กันทำให้เกิดผลกระทบสะสม (Cumulative Impact) ต่อคุณภาพอากาศและการจัดการกากของเสีย

ซึ่งล่าสุด สถานการณ์ความรุนแรงปะทุชัดเจนยิ่งขึ้นจากวิกฤตอุทกภัยในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ส่งผลให้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ถูกน้ำท่วมจนเกิดการแพร่กระจายของสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตรวจพบข้อเท็จจริงอันน่าตกใจ
• สารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนพุ่งสูง: ผลตรวจวิเคราะห์ของภาครัฐพบการปนเปื้อนสารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับโลหะหนักอย่างเหล็กและอะลูมิเนียม จนกระทรวงอุตสาหกรรมต้องสั่งหยุดกิจการชั่วคราว
• การปนเปื้อนโลหะหนักในลำน้ำ: ตรวจพบสารอะลูมิเนียมในระดับน่ากังวล โดยบริเวณสะพานปากน้ำบ้านหนองหอยสูงถึง 3.547 มิลลิกรัมต่อลิตร และสะพานแม่น้ำปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี พบ 0.874 มิลลิกรัมต่อลิตร
• ผลตรวจสุขภาพประชาชนผิดปกติ: การตรวจคัดกรองสารโลหะหนักในปัสสาวะของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ พบผู้มีผลตรวจผิดปกติพุ่งสูงถึง 114 ราย
• อาการทางสุขภาพของชาวบ้าน: ประชาชนในพื้นที่มีรายงานการได้รับกลิ่นสารเคมีรุนแรง ฝุ่นกากอุตสาหกรรม อาการระคายเคืองตาและผิวหนัง แน่นหน้าอก และหายใจไม่สะดวก

• มลพิษข้ามพื้นที่ (Transboundary Pollution): พื้นที่ต้นน้ำในอำเภอกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิเป็นแหล่งกำเนิด ขณะที่พื้นที่ปลายน้ำอย่างอำเภอเมืองปราจีนบุรีและบ้านสร้างต้องรับผลกระทบจากมวลน้ำและสารปนเปื้อนที่ไหลหลากตามระบบลุ่มน้ำ
• แรงกดดันจากนโยบาย EEC: การขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยิ่งเพิ่มความเปราะบางและภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กับจังหวัดปราจีนบุรี
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า วันเดียวกันนี้ พ.ต.อ.โสภณ พรามณี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรศรีมหาโพธิ พร้อมด้วยตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ฝ่ายปกครองอำเภอศรีมหาโพธิ เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดปราจีนบุรี เข้าตรวจค้นและตรวจสอบ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด หมู่ที่ 6 ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

นางสาวจุฑามาศ บัวเผื่อน นายอำเภอศรีมหาโพธิ เปิดเผยว่า หน่วยงานต่างๆ ได้บูรณาการร่วมเข้าเก็บตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างดิน กากอุตสาหกรรมทั้งของแข็งและของเหลว และน้ำในบ่อชะกาก ภายในบริษัท เพื่อนำผลการตรวจวัดไปเปรียบเทียบกับน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบริเวณภายนอกโรงงานต่อไป โดยนำสิ่งปฏิกูล ดิน ตะกอนดิน และน้ำภายในโรงงานไปตรวจพิสูจน์ หลังกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจพบร่องรอยการรั่วไหลของน้ำชะกากอุตสาหกรรมในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบภายในโรงงาน พบพื้นที่จัดเก็บสารเคมีอันตรายประเภท “คาร์ตาเรน ไวโอเล็ท อาร์แอล เอฟซีเอ็น เพสต์” (Cartaren Violet RL FCN Paste) ซึ่งมีฉลากระบุคำเตือนชัดเจนว่าเป็นอันตรายหากกลืนกิน อาจทำลายอวัยวะเมื่อสัมผัสเป็นเวลานานหรือสัมผัสซ้ำ และเป็นพิษร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ ห้ามสูดดมฝุ่นละอองหรือไอระเหย เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บตัวอย่างสารเคมี น้ำ และตะกอนดินส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป
ด้าน 2แกนนำเครือข่ายฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหามลพิษไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ได้ลุกลามสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง:

• ความเสี่ยงในห่วงโซ่อาหาร: การปนเปื้อนในลำน้ำและตะกอนดินส่งผลให้เกิดการตกค้างในพืชผลทางการเกษตร สัตว์น้ำ และสัตว์เลี้ยง
• สินค้า GI เสียหาย: ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ประมง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อผลผลิตอัตลักษณ์ชื่อดังของจังหวัด เช่น ทุเรียน GI ปราจีนบุรี มังคุด เงาะ และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ
ทางกลุ่มเครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรีได้เสนอมาตรการต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม:
1. มาตรการเร่งด่วน: แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจประเมินสถานการณ์มลพิษ, จัดทำฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ (Pollution Source Inventory), และเร่งตรวจคัดกรองสุขภาพพร้อมเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่

2. มาตรการระยะกลาง: ศึกษาขีดความสามารถในการรองรับมลพิษของพื้นที่ (Carrying Capacity Assessment), ประเมินผลกระทบสะสมเชิงพื้นที่ (Cumulative Impact Assessment), ตรวจสอบย้อนกลับรายงาน EIA (Environmental Audit), และจัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนอย่างชัดเจน
3. มาตรการระยะยาว: พิจารณาประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535, จัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษตามมาตรา 60, บังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle), และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดปราจีนบุรีถือเป็นโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญของรัฐบาลในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการปกป้องสุขภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามหลักนิติธรรม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขา ครอบคลุม 5 อำเภอ เป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หรือใช้มาตรการเร่งด่วนอื่นเพื่อแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่อย่างเด็ดขาด ขีดเส้น 15 วันขอติดตามผล
โดยทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะได้เร่งเสนอให้ จ.ปราจีนบุรี เป็นต้นแบบในการเยียวยาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมประกาศ “เขตควบคุมมลพิษ” ที่เกิดขึ้นนี้ต่อไป
###มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี ###