ห่างจากเมืองเฉิงตูลงไปทางใต้หลายสิบกิโลเมตร ภายในโรงงานของบริษัท Albemarle Sichuan New Materials Co., Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจอำเภอเผิงซาน เมืองเหมยซาน มณฑลเสฉวน สายการผลิตลิเทียมไฮดรอกไซด์ความบริสุทธิ์สูงเกรดแบตเตอรี่กำลังเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โรงงานผลิตสินค้าได้ 24,700 ตัน คิดเป็นมูลค่าการผลิต 3.05 พันล้านหยวน ขณะที่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร บริษัท Guibao (Meishan) New Energy Materials Co., Ltd. ได้ก่อสร้างสายการผลิตวัสดุขั้วลบแบตเตอรี่ชนิดซิลิคอน–คาร์บอนและสายการผลิตท่อนาโนคาร์บอนผนังชั้นเดียวแล้วเสร็จ และกำลังทยอยเพิ่มกำลังการผลิต
ภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งสองแห่งที่ตั้งอยู่คนละด้านของเมืองนำไปสู่คำถามเดียวกันว่า เมืองใหม่แห่งหนึ่งในพื้นที่ตอนในของภาคตะวันตกของจีน สามารถพัฒนาจากเมืองที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอุตสาหกรรม ไปสู่ศูนย์กลางการรวมตัวของอุตสาหกรรมได้อย่างไร
คำตอบอยู่ที่สองแนวคิดสำคัญ ได้แก่ “ห่วงโซ่อุตสาหกรรม” และ “ฐานบ่มเพาะอุตสาหกรรม”

ศูนย์นวัตกรรมบูรณาการด้านพลังงานใหม่และวัสดุใหม่เมืองเหมยซาน ภาพโดยผู้ให้สัมภาษณ์
ห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในรัศมี 5 กิโลเมตร
จุดเด่นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจเผิงซาน คือการรวมกิจกรรมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมไว้ภายในรัศมีเพียง 5 กิโลเมตร โดยมีบริษัทชั้นนำและบริษัทแกนนำในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียม 14 แห่งตั้งอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น ครอบคลุมกระบวนการสำคัญตั้งแต่การผลิตเกลือลิเทียมพื้นฐาน วัสดุขั้วบวกและขั้วลบ สารอิเล็กโทรไลต์ วัสดุเสริม ไปจนถึงการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม ทำให้สามารถจัดหาวัตถุดิบ วัสดุประกอบ และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากบริษัทในพื้นที่ใกล้เคียง และเกิดการพึ่งพาอาศัยกันภายในห่วงโซ่อุตสาหกรรม
การรวมตัวของบริษัททั้ง 14 แห่งไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการวางแผนและดึงดูดการลงทุนของเขตพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เจียง เคอ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจเผิงซาน อธิบายว่า ในปี ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) เขตพัฒนาเศรษฐกิจได้ปรับทิศทางจากอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในชีวิตประจำวันมามุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมและวัสดุที่เกี่ยวข้อง โดยมีบริษัทชั้นนำด้านวัสดุหลัก 4 แห่ง ได้แก่ Shanshan, Albemarle, Tinci และ CALB เป็นแกนหลักในการสร้างโครงสร้างอุตสาหกรรม
ในปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมของเขตพัฒนาเศรษฐกิจมีมูลค่าการผลิต 13.46 พันล้านหยวน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการผลิตอุตสาหกรรมดังกล่าวในเมืองเหมยซาน และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 10 เขตและอำเภอของจีนที่มีศักยภาพสูงสุดในการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุแบตเตอรี่ลิเทียม
บริษัท Albemarle ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมลิเทียมระดับโลก มีความสัมพันธ์กับอำเภอเผิงซานมาอย่างยาวนาน โดยในปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Sichuan Guorun New Materials Co., Ltd. ที่ตั้งอยู่ในอำเภอเผิงซาน หลังจากดำเนินธุรกิจมาหลายปี Albemarle ตัดสินใจขยายการลงทุนในจีนอีกครั้ง เมื่อเขตพัฒนาเศรษฐกิจทราบข่าวดังกล่าว จึงจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจทันที เพื่อจัดเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ตามความต้องการของบริษัท รวมถึงจัดทำวิดีโอภาพถ่ายทางอากาศส่งไปยังสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน เจียง เคอ กล่าวว่า “Albemarle มีความเชื่อมั่นและให้การยอมรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างมาก”

โรงงานผลิตของบริษัท Guibao (Meishan) New Energy Materials Co., Ltd. ภาพโดย จ้าว จู่เล่อ / People’s Daily Online
ส่วนบริษัท Guibao เข้ามาลงทุนในพื้นที่จากการแนะนำของบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจมาก่อน หลัว ไฉคุน รองผู้จัดการทั่วไปบริหารของบริษัท Guibao (Meishan) New Energy Materials Co., Ltd. กล่าวว่า “ที่นี่อยู่ห่างจากเมืองเฉิงตูเพียง 40 กิโลเมตรในระยะทางเส้นตรง ทำให้สามารถดึงดูดบุคลากรระดับสูงเข้ามาทำงานได้ง่ายขึ้น และยังสะดวกต่อการบริหารจัดการของกลุ่มบริษัท” ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือสามารถจัดซื้อวัตถุดิบเคมีได้ภายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเขากล่าวว่า “อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ร้อยเมตร สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ตามความต้องการ นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัตถุดิบจากการสั่งซื้อครั้งละมาก ๆ แล้ว ยังมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย”
หากบริษัท Albemarle เป็นผลจากการที่คณะทำงานเฉพาะกิจติดตามชักชวนเข้ามาลงทุน และบริษัท Guibao เข้ามาจากชื่อเสียงและการแนะนำของผู้ประกอบการในพื้นที่ บริษัท Tinci Materials ก็เป็นผลจากการที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจเข้าไปเจรจาชักชวนโดยตรง โดยเขตพัฒนาเศรษฐกิจได้ติดต่อบริษัท Tinci Materials ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชั้นนำด้านสารอิเล็กโทรไลต์ และหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหลายครั้ง จนในที่สุดบริษัทตัดสินใจเข้ามาลงทุนในอำเภอเผิงซาน
เขตพัฒนาเศรษฐกิจยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์จีนเพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพจำนวน 116 ล้านหยวน สำหรับช่วยเหลือบริษัท 7 แห่ง รวมถึง Albemarle, Shanshan และ CALB พร้อมใช้ระบบมอบหมายผู้รับผิดชอบโครงการโดยเฉพาะและบริการดำเนินการด้านเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ แทนผู้ประกอบการตลอดกระบวนการ เพื่อช่วยลดต้นทุน 4 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนด้านเวลา ต้นทุนการผลิต ต้นทุนด้านความกังวล และต้นทุนค่าเสียโอกาส
แต่ละเขตและอำเภอของเมืองเหมยซานมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมตามจุดแข็งของตนเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน โดยอำเภอเผิงซานมุ่งเน้นอุตสาหกรรมพลังงานใหม่และวัสดุใหม่ อำเภอตานหลิงให้ความสำคัญกับพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน ส่วนอำเภอเหรินโซ่วมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมจอแสดงผลยุคใหม่ ในปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) อุตสาหกรรมหลักตามยุทธศาสตร์ “1+3” ของเมืองเหมยซานมีมูลค่ารวมทะลุ 184.27 พันล้านหยวน โดยสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 57.7 เป็นร้อยละ 84 และผลิตภัณฑ์มวลรวมของเมืองมีมูลค่าทะลุ 200 พันล้านหยวน
เมื่อมีบริษัทเข้ามารวมตัวกันในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมก็ขยายตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในห้องปฏิบัติการให้กลายเป็นสินค้าที่ผลิตได้จริงในสายการผลิตยังคงมีอุปสรรคสำคัญ
เส้นทางการทดสอบการผลิตจากฐานบ่มเพาะนวัตกรรม
การนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการไปสู่สายการผลิตต้องเผชิญกับอุปสรรคที่เรียกว่า “หุบเหวแห่งความตาย” เนื่องจากขั้นตอนการทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยงมาก โดยเฉพาะการทดสอบการผลิตในอุตสาหกรรมเคมีที่จำเป็นต้องดำเนินการภายในเขตอุตสาหกรรมเคมีที่ได้รับอนุญาตและมีระบบสนับสนุนครบถ้วน ส่งผลให้ผลงานวิจัยจำนวนมากไม่สามารถพัฒนาต่อผ่านขั้นตอนนี้ได้
ศูนย์นวัตกรรมบูรณาการด้านพลังงานใหม่และวัสดุใหม่ (ศูนย์นวัตกรรมบูรณาการ) ในเขตพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเมืองเหมยซาน เลือกแก้ปัญหาด้วยการสร้างฐานบ่มเพาะนวัตกรรมที่ครอบคลุมตั้งแต่การทดลอง การทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม ไปจนถึงการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีตลอดกระบวนการ ศูนย์แห่งนี้ก่อสร้างด้วยงบประมาณภาครัฐ 640 ล้านหยวน และเป็นฐานทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมเฉพาะทางด้านเคมีแห่งแรกของมณฑลเสฉวน โดยในปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อแพลตฟอร์มทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมภาคการผลิตชุดแรกที่กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีนให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ
สำหรับทีมผู้ประกอบการเริ่มต้นจำนวนมาก อุปสรรคแรกคือการหาสถานที่สำหรับทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม จ้าว ฟางฮุย ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Chengdu Xitanli New Energy Technology Co., Ltd. เล่าว่า ลิเทียมโลหะจัดเป็นสารเคมีอันตรายที่สามารถนำไปใช้ผลิตวัตถุระเบิดได้ จึงจำเป็นต้องดำเนินการภายในเขตอุตสาหกรรมเคมี ทีมงานเคยติดต่อหาสถานที่ในเมืองอี๋ปิน ปาจง และหย่าอัน แต่ “เขตอุตสาหกรรมเคมีแห่งอื่นไม่อนุญาตให้เช่าสถานที่เพื่อทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม” ศูนย์นวัตกรรมบูรณาการจึงใช้แนวทางบ่มเพาะและสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยภาครัฐลงทุนก่อสร้างพื้นที่ทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมให้พร้อมใช้งาน และเปิดให้บริษัทเช่าพื้นที่เข้าดำเนินงาน พร้อมจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ทั้งศูนย์ตรวจสอบและทดสอบ ระบบบำบัดน้ำเสียและก๊าซเสีย ตลอดจนระบบความปลอดภัยและการจัดการสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทเริ่มต้นธุรกิจสามารถเข้าดำเนินงานได้ทันที จ้าว ฟางฮุย กล่าวว่า “ทั้งสถานที่ การตรวจสอบและทดสอบ การจัดการของเสียทั้งสามประเภท และการสนับสนุนด้านความปลอดภัย ศูนย์แห่งนี้ช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้เราทั้งหมดแล้ว”

โรงงานผลิตของบริษัท Chengdu Xitanli New Energy Technology Co., Ltd. ภาพโดยผู้ให้สัมภาษณ์
การเข้ามาดำเนินงานในศูนย์เป็นเพียงก้าวแรก สิ่งสำคัญกว่าคือการพัฒนาจากขั้นตอนทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้มีสายการผลิตสาธิตลิเทียมซัลไฟด์ขนาดใหญ่แห่งแรกของโลกที่มีกำลังการผลิต 200 ตันต่อปี และสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ลิเทียมซัลไฟด์เป็นวัตถุดิบหลักของแบตเตอรี่โซลิดสเตตชนิดสมบูรณ์ คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของต้นทุนแบตเตอรี่ อวี๋ ย่าหนาน รองผู้อำนวยการสถาบันของบริษัท Sichuan Yuneng Ligong New Materials Technology Co., Ltd. กล่าวว่า “ความท้าทายสำคัญที่สุดในการขยายกำลังการผลิตจากระดับกรัมไปสู่ระดับตัน คือการขยายสภาพแวดล้อมที่ปราศจากน้ำและออกซิเจนจากตู้ถุงมือปฏิบัติการเพียงเครื่องเดียว ไปสู่สายการผลิตระดับอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่ 3,800 ตารางเมตร” ในอดีตการผลิตระดับกรัมต้องใช้บุคลากร 2–3 คนเพื่อผลิตวัสดุเพียงไม่กี่สิบกรัมต่อวัน แต่ปัจจุบันสายการผลิตอัตโนมัติเต็มรูปแบบสามารถผลิตได้ประมาณ 700 กิโลกรัมต่อวัน ขณะที่ต้นทุนลดลงจากหลายหมื่นหยวนต่อกิโลกรัมเหลือเพียงหนึ่งพันกว่าหยวน หรือลดลงมากกว่าร้อยละ 90 โดยสายการผลิตแห่งนี้ใช้เวลาเพียง 9 เดือนนับตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงการผลิตจริง
ความรวดเร็วดังกล่าวเกิดจากรูปแบบการบริหารจัดการที่แตกต่างออกไป ศูนย์นวัตกรรมบูรณาการไม่ได้ใช้แนวทางที่ภาครัฐรับผิดชอบทุกขั้นตอน แต่ดำเนินงานภายใต้ระบบบริหารแบบผสมผสาน โดยภาคเอกชนถือหุ้นร้อยละ 60 และหน่วยงานภาครัฐถือหุ้นร้อยละ 40 ทรัพย์สินเป็นกรรมสิทธิ์ของภาครัฐ ขณะที่การบริหารดำเนินงานแยกออกจากการถือครองทรัพย์สิน ตู้ ไห่จวิน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท Sichuan Pilot Technology Achievement Transformation Service Co., Ltd. กล่าวว่า “บริษัทสามารถเข้าดำเนินงานได้เร็วที่สุดภายใน 1 เดือน และช้าที่สุดไม่เกิน 3 เดือน ขณะที่พื้นที่อื่นใช้เวลาเพียงขั้นตอนการอนุมัติก็ถึง 3 เดือนแล้ว” นอกจากนี้ ฐานทดสอบการผลิตยังจัดตั้งระบบสนับสนุน 5 ด้าน ประกอบด้วย นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน วิศวกร และช่างฝีมือ พร้อมกองทุนชี้นำการลงทุนภาคอุตสาหกรรมมูลค่า 20,000 ล้านหยวน และนำระบบประกันภัยสำหรับการทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมมาใช้ โดยโครงการที่ประสบความล้มเหลวสามารถได้รับเงินชดเชย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการกล้าทดลองและพัฒนาเทคโนโลยี
ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ฐานบ่มเพาะแห่งนี้เริ่มเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยมีโครงการทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมเข้ามาดำเนินงานแล้ว 26 โครงการ ในจำนวนนี้มี 7 โครงการที่ผ่านขั้นตอนการบ่มเพาะและพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมได้สำเร็จ คิดเป็นอัตราความสำเร็จร้อยละ 100 ของโครงการที่สำเร็จการบ่มเพาะทั้งหมด โดยทุกโครงการตั้งฐานการผลิตในเมืองเหมยซาน และก่อให้เกิดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมูลค่า 1.95 พันล้านหยวน
ศูนย์นวัตกรรมบูรณาการไม่ได้เป็นเพียงโครงการแห่งเดียวที่ดำเนินงานแยกจากกัน ปัจจุบันเมืองเหมยซานกำลังพัฒนาระบบ “1+N” ซึ่งประกอบด้วยศูนย์นวัตกรรมบูรณาการ 1 แห่ง และฐานทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมเฉพาะทางอีกหลายแห่ง พร้อมจัดตั้งกองทุนสนับสนุนนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมูลค่า 2.7 พันล้านหยวน และศึกษาแนวทางแบ่งบทบาทการพัฒนาระหว่างเมืองเฉิงตูกับเมืองเหมยซาน โดยให้เมืองเฉิงตูรับผิดชอบการวิจัยและการทดลองเบื้องต้น ส่วนเมืองเหมยซานรับผิดชอบการทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมและการพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ โครงการเกาะนิเวศนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉิงตู สาขาเหมยซาน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 1.2 พันล้านหยวน ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว โดยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 เมืองเหมยซานตั้งเป้าดำเนินโครงการทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมเฉลี่ยมากกว่า 100 โครงการต่อปี และผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มากกว่า 20 โครงการต่อปี
ตั้งแต่สายการผลิตของบริษัท Albemarle ไปจนถึงถังปฏิกรณ์ของศูนย์นวัตกรรมบูรณาการ จากการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดภายในรัศมี 5 กิโลเมตร ไปจนถึงการขยายเครือข่ายแพลตฟอร์มทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมในรูปแบบ “1+N” เมืองเหมยซานกำลังสร้างแนวทางใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมสำหรับเมืองในพื้นที่ตอนในของประเทศ โดยไม่จำกัดบทบาทตนเองไว้เพียงฐานรับจ้างผลิต และไม่มุ่งเน้นเพียงการเป็นแหล่งกำเนิดนวัตกรรม แต่ใช้ความร่วมมือภายในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุน และใช้การทดสอบการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมเพื่อแก้ไขอุปสรรคในการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ทำให้การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมและฐานบ่มเพาะนวัตกรรมขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และยกระดับเมืองจากฐานอุตสาหกรรมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สู่กำลังสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
ภายในห่วงโซ่อุตสาหกรรม บริษัท 14 แห่งเชื่อมโยงการดำเนินงานกันอย่างใกล้ชิดภายในรัศมี 5 กิโลเมตร ขณะที่ภายในฐานบ่มเพาะนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากห้องปฏิบัติการกำลังได้รับการพัฒนาเป็นสินค้าสำหรับตลาดอย่างรวดเร็ว เมืองเหมยซานซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเฉิงตูกำลังรวบรวมศักยภาพด้านอุตสาหกรรมและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนา (ฟ่าน เฉินเซียน นักศึกษาฝึกงาน มีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลและเขียนรายงาน)
(ผู้สื่อข่าว People’s Daily Online จ้าว จู่เล่อ)
(บรรณาธิการ: หยวน ฮั่นหลิง, เซวีย อวี้เจี้ยน)
ที่มา People’s Daily Online