Ch-newsthailand.com บทความทางกฎหมาย เรื่อง “ พยานกลับคำให้การ สำคัญไฉน” โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ *

บทความทางกฎหมาย เรื่อง พยานกลับคำให้การ สำคัญไฉน

โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ *

                 ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปัญหาเรื่อง พยานกลับคำให้การ  ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม และเป็นประเด็นที่สร้างความถกเถียงและข้อสงสัยแก่สังคมอยู่เสมอในเรื่อง “ การรับฟังพยานหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกรณีหน่วยงานองค์กรอิสระแห่งหนึ่งได้ออกมายืนยันและตั้งข้อสังเกตต่อสาธารณชนว่า การที่พยานบุคคลได้เคยให้ไว้ในชั้นสอบสวน แต่ต่อมากลับคำให้การของตนเองเสียใหม่ โดยอ้างว่าการให้การในครั้งแรกนั้น พยานถูกข่มขู่จึงให้การไปอย่างนั้น  ย่อมทำให้พยาน ผู้นั้นกลายเป็น **”พยานที่ไม่น่าเชื่อถือ”** และไม่ควรรับฟังคำให้การของพยานปากนั้นอีกต่อไป

               ข้อโต้แย้งดังกล่าวนำมาสู่คำถามสำคัญในทางนิติศาสตร์ว่า ตามหลักกฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญาของไทย การที่พยานกลับคำให้การมีความสำคัญและส่งผลต่อคดีอย่างไร , ศาลมีหลักเกณฑ์ในการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานประเภทนี้อย่างไร และพนักงานอัยการรวมถึงองค์กรตุลาการมีกลไกทางกฎหมายในการรับมือและดำเนินการกับพยานที่กลับคำให้การอย่างไรเพื่อรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมของแผ่นดินอย่างไร

 

                1. หลักการและหลักกฎหมายในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล

                    ในระบบการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทยซึ่งใช้ ระบบกล่าวหา(Adversarial System) ศาลจะวางตัวเป็นกลางและทำหน้าที่พิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่คู่ความนำเข้าสืบ โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ได้วางหลักเกณฑ์พื้นฐานในการรับฟังพยานหลักฐานไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้:

 

1.1 หลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐาน (Admissibility o  f Evidence):                ป.วิ.อ. มาตรา 226 วางหลักว่า พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบ

และ มาตรา 226/3 กำหนด ห้ามมิให้ศาลรับฟัง พยานบอกเล่า (Hearsay Evidence) เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามสภาพ ข้อเท็จจริงแวดล้อมน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือมีเหตุจำเป็นไม่อาจนำบุคคลที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความมาเบิกความต่อศาลด้วยตนเองได้

 

                     1.2 หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (Evaluation of Evidence):  

                        ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง โดยอย่าพิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

                      และ มาตรา 227 วรรคสอง ได้บัญญัติหลักการสำคัญยิ่งคือ “ เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย  (In dubiopro reo)

 

                       1.3 หลักความระมัดระวังในการรับฟังพยานบางประเภท:

                       ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 บัญญัติว่า ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามคัดค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน

 

                    2. การดำเนินการของพนักงานอัยการตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดเมื่อพยานเบิกความต่อศาล แตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวน

                   ในการพิจารณาคดีอาญาในชั้นศาล ปัญหาที่พนักงานอัยการมักประสบคือ พยานบุคคลที่เคยให้การในชั้นสอบสวนไว้อย่างชัดเจนและเป็นประโยชน์แก่คดีในชั้นสอบสวน แต่เมื่อมาเบิกความต่อหน้าศาลกลับเบิกความปฏิเสธว่า จำไม่ได้ หรือ ไม่เห็นเหตุการณ์ หรือไม่ยืนยันข้อเท็จจริงที่ตนเคยให้การในชั้นสอบสวนว่าถูกต้อง หรือ เบิกความกลับคำให้การให้เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลย ซึ่งเข้าลักษณะพยานกลับคำให้การ”

 

                   เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สำนักงานอัยการสูงสุดได้ออก ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 122 เรื่อง “พยานกลับคำ”** ได้กำหนดขั้นตอนปฏิบัติให้พนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้:

 

                “  ในกรณีที่ พยานเบิกความกลับคำ หรือแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญซึ่งอาจทำให้เสียรูปคดีและพนักงานอัยการเห็นว่า คำเบิกความของพยานเป็นปรปักษ์ต่อคดี ให้พนักงานอัยการขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามพยานนั้นเสมือนหนึ่งพยานนั้นเป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา และให้พยานรับรองคำให้การชั้นสอบสวนส่งเป็นพยานต่อศาล โดยถามพยานให้ได้ความว่าข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง แล้วทำบันทึกรายงานหัวหน้าพนักงานอัยการโดยเร็วว่า สมควรจะดำเนินคดีกับพยานผู้นั้นหรือไม่ เมื่อหัวหน้าพนักงานอัยการเห็นสมควรดำเนินคดีกับพยาน ให้มีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับพยานต่อไปโดยเร็ว พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่า พยานให้การในชั้นสอบสวนและชั้นศาลแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญอย่างไร

                  จะเห็นได้ว่า พนักงานอัยการ มีการดำเนินการกับ พยานกลับคำให้การแล้วเพื่อป้องกันมิให้พยานกลับคำให้การ

 

                    3. ความแตกต่างระหว่าง “เบิกความเท็จ” กับ “ให้การเท็จ” และอัตราโทษตามกฎหมาย

                       3.1 ความผิดฐาน “เบิกความเท็จ” (ป.อ. มาตรา 177) เกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้เบิกความอันเป็นเท็จต่อหน้า “ศาล” ในระหว่างการพิจารณาคดี โดยความเท็จนั้นต้องเป็น “ข้อสำคัญในคดี” (Material Fact) และหากเป็นการเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักขึ้น คือ จำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท (มาตรา 177 วรรคสอง)

 

                 หากผู้เบิกความเท็จได้ ลุแก่โทษ และกลับแจ้งความจริงต่อศาลก่อนจบคำเบิกความผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ตามมาตรา 182 หรือหากแจ้งความจริงก่อนมีคำพิพากษาและก่อนถูกฟ้อง ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ตามมาตรา 183

 

                    ความผิดฐาน “ให้การเท็จ / แจ้งความเท็จ” (ป.อ. มาตรา 137, 172, 174) มิใช่ การเบิกความต่อศาล หากแต่เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน ต่อพนักงานอัยการ หรือต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ในชั้นสอบสวน หากเป็นการแจ้งความเท็จทั่วไปตามมาตรา 137 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท แต่หากเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา ตามมาตรา 172 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท และหากเป็นการแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตามมาตรา 174 วรรคสอง

 

                    4. การเลือกดำเนินคดีแก่พยานเมื่อเบิกความแตกต่างจากชั้นสอบสวน และแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

                      เมื่อพยานเบิกความในชั้นศาลขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวน ย่อมแสดงว่า จะต้องมีคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน หรือคำเบิกความของพยานในชั้นศาล ในชั้นใดชั้นหนึ่งไม่ถูกต้อง ดังนั้น พนักงานอัยการจะเลือกดำเนินคดีแก่พยานในข้อหาใด มีหลักเกณฑ์พิจารณาดังนี้:

                    4.1. กรณีดำเนินคดีข้อหา “เบิกความเท็จ” (ป.อ. มาตรา 177): พนักงานอัยการต้องมีพยานหลักฐานอื่นยันจนฟังได้แน่ชัดว่า คำให้การในชั้นสอบสวนเป็นความจริง และ คำเบิกความในชั้นศาลเป็นความเท็จในข้อสำคัญ

 

                     4.2. กรณีดำเนินคดีข้อหา “ให้การเท็จ / แจ้งความเท็จ” (ป.อ. มาตรา 172):  หากพยานหลักฐานฟังได้ว่า คำเบิกความในชั้นศาลเป็นความจริง แต่คำให้การในชั้นสอบสวนที่เคยให้ไว้กับพนักงานสอบสวนนั้นเป็นความเท็จ (เช่น ถูกขู่เข็ญหรือปั้นเรื่องในชั้นสอบสวน) พนักงานอัยการต้องดำเนินคดีพยานในข้อหาแจ้งความเท็จ

 

                 แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญเกี่ยวกับพยานกลับคำ :

                ในการดำเนินคดีกับพยานกลับคำ หากโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาพิสูจน์ยืนยันว่า คำเบิกความชั้นใดเป็นความจริง ศาลฎีกาได้วางแนวบรรทัดฐานไว้ดังนี้:

 

                    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1850/2531 (หลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัย):   การที่พยานให้การในชั้นสอบสวนอย่างหนึ่ง แล้วมาเบิกความในชั้นศาลอีกอย่างหนึ่งนั้น ยังไม่อาจฟังเป็นข้อขัดแจ้งได้ทันทีว่า พยานเบิกความเท็จต่อศาล เพราะเป็นไปได้ว่าพยานอาจจะให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวน แล้วมาเบิกความตามความเป็นจริงต่อศาลก็เป็นได้ เมื่อโจทก์ไม่อาจนำสืบให้ฟังได้แน่ชัดว่า คำเบิกความในชั้นศาลเป็นความเท็จ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227

 

                   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2266/2523 (หลักการฟ้องผิดฐานและการลงโทษเกินคำขอ): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐาน เบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 แต่ทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่าจำเลยเบิกความเท็จต่อศาล แม้ฟังได้ว่าจำเลยเคยให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนตาม ป.อ. มาตรา 172 ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 172 ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างกันในข้อสาระสำคัญและเกินคำขอ ตาม           ป.วิ.อ. มาตรา 192

 

                 5. การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลระหว่างคำเบิกความในศาลกับคำให้การชั้นสอบสวน

              เมื่อพยานเบิกความขัดแย้งกับคำให้การเดิม ข้ออ้างขององค์กรอิสระที่ว่า “พยานกลับคำย่อมไม่น่าเชื่อถือ” อาจไม่ถูกต้องเสมอไปในทางตุลาการ เนื่องจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนมีสถานะทางกฎหมายเป็น “พยานบอกเล่า” (Hearsay Evidence)ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 กำหนดให้ศาลต้องชั่งน้ำหนักด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานบอกเล่าโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย

 

              แนวทางดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ำหนักพยานกลับคำ:

 

               (1.) ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อคำเบิกความในชั้นศาลเสมอไป: แม้คำเบิกความในชั้นศาลจะทำขึ้นต่อหน้าศาลก็ตาม แต่หากศาลพิเคราะห์เพศ อายุ ฐานะ พฤติการณ์แวดล้อม แล้วเห็นว่าพยานกลับคำเพราะถูกข่มขู่ ถูกซื้อตัว หรือเกรงกลัวอิทธิพล ศาลย่อมไม่เชื่อคำเบิกความในชั้นศาล

 

(2.) การรับฟังคำให้การชั้นสอบสวน ประกอบพยานอื่น:หากคำให้การชั้นสอบสวนกระทำขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุ พยานให้การโดยอิสระไม่มีเวลาปั้นแต่งเรื่อง ประกอบกับมีพยานหลักฐานอื่น (พยานวัตถุ นิติวิทยาศาสตร์ CCTV) มาสนับสนุน ศาลก็มีอำนาจชั่งน้ำหนักรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนประกอบพยานอื่นเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตาม                 ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 และมาตรา 227/1

                    (3.) หากมีความสงสัยต้องยกประโยชน์ให้จำเลย: แต่ถ้าคำให้การชั้นสอบสวนไม่มีพยานอื่นมาประกอบเลย และมีข้อสงสัยว่าชั้นสอบสวนทำขึ้นโดยไม่ชอบ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอ

 

                   6. กรณีที่ศาลเห็นว่า พยานเบิกความเท็จ ศาลจะทำอย่างไรได้บ้าง และศาลลงโทษได้เองหรือไม่?

                    คำตอบคือ ศาลไม่สามารถลงโทษพยานในความผิดฐานเบิกความเท็จ (ป.อ. มาตรา 177) หรือให้การเท็จ (ป.อ. มาตรา 172) ได้ทันทีในคดีเดิม เนื่องจากประเทศไทยใช้ระบบกล่าวหาศาลไม่มีอำนาจตั้งตนเป็นโจทก์ฟ้องร้องและลงโทษบุคคลในความผิดอาญาข้อหาใหม่ขึ้นมาเองโดยไม่มีการฟ้องร้อง (ป.วิ.อ. มาตรา 120 และมาตรา 192) เนื่องจาก ความผิดฐาน เบิกความเท็จเป็นความผิดอาญาข้อหาใหม่ที่ต้องผ่านกระบวนการตั้งข้อหา และสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน และมีคำสั่งฟ้องโดยพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายฟ้องเองเสียก่อน

 

                   ดังนั้น แม้พยานจะเบิกความเท็จ หรือ พยานจะกลับคำให้การ ศาลไม่มีอำนาจไปดำเนินดดีกับพยานที่เบิกความเท็จ หรือกลับคำให้การ ด้วยตนเอง ส่วนจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ต้องอยู่ที่ข้อเท็จจริงและข้อกำหนดของศาล

 

                    7. ผลกระทบของการที่พยานให้การเท็จหรือเบิกความเท็จต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย

 

               (1.) บิดเบือนความจริงและสร้างความ อยุติธรรม:อาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับโทษ หรือทำให้ผู้กระทำผิดจริงลอยนวล

                   (2.) ทำลายความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรม:บั่นทอนความศรัทธาของประชาชนต่อศาลและกระบวนการยุติธรรม

                   (3.) สิ้นเปลืองทรัพยากรของรัฐ: เสียเวลาและงบประมาณในการสอบสวนพิจารณาคดีซ้ำซ้อนและดำเนินคดีพยานเท็จใหม่

                  (4. ) ส่งเสริมการใช้อิทธิพลมืดและการล้มคดี: การกลับคำมักเกิดจากการซื้อตัวหรือข่มขู่พยาน หากไม่ลงโทษเด็ดขาดจะกลายเป็นช่องทางล้มคดี

 

                 8. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

                     บทสรุป: ข้ออ้างที่ว่า “พยานกลับคำย่อมไม่น่าเชื่อถือ” ไม่อาจสรุปเป็นหลักตายตัวได้ แต่ต้องพิจารณา ประกอบพยานหลักฐานอื่น ตามหลักดุลพินิจและ ป.วิ.อ. มาตรา 227 และ 227/1  การรับมือพยานกลับคำจำเป็นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดฯ ข้อ 122 ต่อไป

 

                 ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง:

                  1. พัฒนาระบบคุ้มครองพยาน (Witness Protection) ให้เข้มแข็ง:เพื่อป้องกันการข่มขู่หรือซื้อตัวพยาน

                      2. บังคับใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียง (Audio/Video Recording) ในชั้นสอบสวน: เพื่อป้องกันการอ้างว่าถูกบังคับในชั้นสอบสวน

                     3. ดำเนินคดีกับพยานเบิกความเท็จอย่างเด็ดขาด: เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางสังคมและป้องปราม (Deterrence)

                      4. ยกระดับการพึ่งพาพยานนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: ลดการพึ่งพาพยานบุคคลเพียงอย่างเดียวเพื่อความเที่ยงตรงของคดี

​​บทความทางกฎหมายนี้เป็นการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน และเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนสังกัดแต่อย่างใด

* นายวรเทพ  สกุลพิชัยรัตน์

อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1

ประธานกรรมการว่าด้วยโฆษณา สคบ.

กรรมการว่าด้วยสัญญา สคบ.

17 กันยายน 2569

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts