วันที่ 5 สิงหาคม 2569 นักสื่อสารมวลชน ทั้งผู้สื่อข่าวส่วนกลางและภูมิภาค นักจัดรายการวิทยุ แอดมินเพจและสื่อออนไลน์ โดยเป็นผู้ที่ทำงานด้านการสื่อสารมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้จัดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2569 “สมาคมนักสื่อสารจังหวัดน่าน” ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมร้านกาแฟตำรวจน่าน อ.เมือง จ.น่าน
การประชุมสามัญครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรก ของคณะกรรมการสมาคมฯ ผู้ริเริ่มก่อตั้ง “สมาคมนักสื่อสารจังหวัดน่าน” โดยมีวาระการประชุมสำคัญ อาทิ ความสำคัญในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชน วัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมาย ระเบียบข้อบังคับ ขอบเขตการดำเนินงานและกิจกรรมของสมาคมฯ การพิจารณาเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯชุดแรก และแผนการดำเนินงานระยะเริ่มต้น

คณะกรรมการบริหารสมาคมนักสื่อสารจังหวัดน่าน ชุดแรกประกอบด้วย 10 บุคคลซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่มีประสบการณ์และคร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนทั้งระดับส่วนกลางและภูมิภาคในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้แก่นางสาวระรินธร เพ็ชรเจริญ ผู้สื่อข่าววิทยุสำนักข่าวไทย อสมท. นางสาวณัฐชานันท์ สิริธัญโรจน์ ผู้สื่อข่าวช่อง 7 นายสมชาย จินาเกตุ ประธานสมาพันธ์สื่อสารมวลชนจังหวัดน่าน นางสาวระพีพร เพ็ชรเจริญ ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ สยามรัฐ นายวิทยา อาทะ และ นายคมสัน อินทนานนท์ ผู้สื่อข่าวช่อง 3 นายบัญชา เหมืองหม้อ นักจัดรายการวิทยุ นายไชยรัตน์ รัตสิมวงศ์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวส่วนกลางและแอดมินเพจ ข่าวเด็ดน่าน นายมานะ ทองใบศรี แอดมินเพจเสน่ห์น่านวันนี้ และนายวัชเรนทร์ มูลหงส์ โดยมีแนวคิดสำคัญร่วมกันในการจัดตั้งสมาคมฯ คือการมองบทบาทของ “นักสื่อสาร” ให้กว้างไปกว่าการทำหน้าที่นำเสนอข่าว โดยนักสื่อสารควรเป็นทั้ง ผู้รับฟัง ผู้รับเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียน ผู้ประสาน ผู้ไกล่เกลี่ย ผู้ผลักดัน และผู้ติดตามผล รวมถึงในหลายสถานการณ์อาจต้องก้าวเข้าไปเป็น “ผู้ลงมือช่วย” เมื่อพบเห็นประชาชนหรือชุมชนกำลังเผชิญปัญหาและความเดือดร้อน

โดยสมาคมนักสื่อสารจังหวัดน่าน (Nan Communicators Association) มีวิสัยทัศน์ คือ “สื่อสารด้วยจรรยาบรรณ สร้างสรรค์สังคมเมืองน่าน” การทำหน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนอย่างอิสระบนความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสมาคมฯ จะเป็นศูนย์กลางเครือข่ายนักสื่อสารที่เข้มแข็ง ยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการสื่อสาร พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อใช้ “พลังการสื่อสาร” เป็นกลไกสร้างการเปลี่ยนแปลงและประโยชน์ให้กับประชาชนและจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน