เครือข่ายใต้-ตะวันออก ปักหลักหน้าทำเนียบ จี้หยุดกฎหมายพิเศษ ยื่นคำขาดปราจีนบุรีต้องไม่เป็น “EEC จังหวัดที่ 4”

ปราจีนบุรี / กรุงเทพฯ — สถานการณ์การชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลทวีความเข้มข้นและตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังกลุ่มผู้ชุมนุมในนามเครือข่ายคัดค้านเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปักหลักกินนอนบนผิวจราจรเข้าสู่วันที่ 9 เพื่อทวงคำตอบจากรัฐบาลต่อข้อเรียกร้อง 5 ข้อในการยุติโครงการขนาดใหญ่ ล่าสุดแกนนำประกาศยกระดับเคลื่อนขบวนรุกคืบประชิดประตูทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายสุนทร คมคาย หรือ “เกษตรแหลม” แกนนำสิ่งแวดล้อมสายเกษตรอินทรีย์ ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อำเภอกบินทร์บุรี และรองประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยกระดับการกดดันโดยย้ายที่ตั้งมาปักหลักเผชิญหน้าอยู่บริเวณประตู 5 และประตู 2 ของทำเนียบรัฐบาลแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่พยายามประกาศให้ล่าถอยกลับไปยังพื้นที่ที่เคยขออนุญาตไว้

นายสุนทร ระบุว่า มวลชนจังหวัดปราจีนบุรีเดินทางเข้ามาสมทบอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีชาวบ้านปักหลักร่วมกับเครือข่ายภาคใต้ราว 50–60 คน เพื่อปกป้องบ้านเกิดจากเงื้อมมือของกฎหมายพิเศษ พร้อมย้ำจุดยืนว่า:

“จุดยืนของพวกเราชัดเจน ปราจีนบุรีต้องไม่ใช่มณฑลอุตสาหกรรมแห่งที่ 4 ต่อเนื่องจากฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง พื้นที่เดิมของเราเป็นแหล่งเกษตรกรรมและอาหารปลอดภัย การนำกฎหมายผังเมืองพิเศษของ EEC เข้ามาประกาศใช้ จะเป็นการทำลายวิถีชีวิตและแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติไปจากชุมชนอย่างไม่เป็นธรรม”

สุนทร คมคาย หรือ “เกษตรแหลม”

กลไกหลักในการขับเคลื่อนร่วมกันของเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่ม SEC WATCH มีกรอบข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ 5 ข้อ ดังนี้:

1. ยุติการผลักดันกฎหมาย SEC: รัฐบาลต้องยุติการผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยทันที และต้องมีหนังสือยืนยันว่าจะไม่นำเสนอกฎหมายในลักษณะนี้อีก

2. ยุติโครงการแลนด์บริดจ์: ยุติการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งท่าเรือ ทางหลวงพิเศษ และทางรถไฟ โดยให้รอผลการศึกษาความเหมาะสมจากคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้

นางวารุณี พาวงษ์บล ประธานวิสาหกิจชุมชนตำบลดงบัง อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี

3. ยุติขยายพื้นที่ EEC ไปปราจีนบุรี: ยุติการเห็นชอบขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดอื่นโดยทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของ EEC เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายต่อไป

4. ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทภาคใต้: จัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่ยอมรับร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่นำไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและบังคับใช้จริง

5. ยุติการนำเสนอกฎหมายพิเศษ: รัฐบาลต้องยุติการนำเสนอกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบเดียวกับ EEC และ SEC ในภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อรักษาที่ดินและทรัพยากรไว้ให้คนไทย

ด้าน นางวารุณี พาวงษ์บล ประธานวิสาหกิจชุมชนตำบลดงบัง อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เผยว่า ได้นำชาวบ้านที่มีอุดมการณ์เดียวกันนั่งรถตู้ 4 คัน รวมประมาณ 40–50 คน เข้ามาปักหลักเคียงข้างเครือข่ายภาคใต้และกระบี่ พร้อมสะท้อนความกังวลใจว่า:

“เราไม่อยากอยู่กับคนต่างชาติ ไม่อยากขายที่ให้คนต่างชาติ เราอยากมีที่ดินเหลือไว้ให้ลูกหลานของเรา”

คำกล่าวนี้นับเป็นเสียงสะท้อนจากพื้นที่เกษตรกรรมและสมุนไพรโบราณอย่างตำบลดงบัง ที่กังวลว่ากลไกของ EEC จะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินระยะยาว จนคนท้องถิ่นสูญเสียอำนาจจัดการทรัพยากร โดยที่ผ่านมามีการลงชื่อคัดค้านในพื้นที่เป็นจำนวนมาก และพร้อมจะปักหลักสู้จนกว่าจะชนะ

สอดคล้องกับ นางพิศมัย ทองโบราณ ประธานเครือข่ายแควพระปรง ซึ่งนำมวลชนมาสมทบที่ประตู 5 ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า ปราจีนบุรีมีภาคอุตสาหกรรมมากพอแล้ว และไม่ได้มีปัญหาว่างงาน การนำ EEC เข้ามาจึงไม่ตอบโจทย์

“เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่การพัฒนาควรเป็นไปตามบริบทพื้นที่ เราเป็นเมืองผลไม้ เมืองเกษตรอินทรีย์ พืชสมุนไพร และเมืองท่องเที่ยว มีอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่เป็นมรดกโลก รัฐบาลควรกลับไปแก้ไขและพัฒนา EEC ใน 3 จังหวัดนำร่อง (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ให้ชัดเจน ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมเสียก่อน ก่อนคิดจะขยายมาที่อื่น” นางพิศมัย กล่าว

บรรยากาศในพื้นที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่ยังคงอยู่ในความสงบ มีการกางเต้นท์ผ้าใบประกอบอาหารและปักป้ายผ้าสะท้อนความเดือดร้อน อาทิ “ร่วมปกป้องภาคใต้ หยุด! พรบ.SEC”, “NO SEC NO แลนด์บริดจ์” และ “ปราจีนบุรีไม่เอา EEC” การรวมตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร สิทธิในที่ดินทำกิน และการกำหนดอนาคตบ้านเกิดตนเอง

อย่างไรก็ดี มีรายงานความคืบหน้าล่าสุดว่า ในช่วงบ่ายเวลา 14.00 น. ของวันนี้ (30 มิ.ย.) ตัวแทนรัฐบาลนำโดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีกำหนดการจะลงพื้นที่เพื่อเปิดโต๊ะเจรจากับกลุ่มแกนนำและรับฟังข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ผลการเจรจาจะสามารถหาทางออกร่วมกันในมิติผังเมืองและกฎหมายพิเศษได้ หรือจะนำไปสู่การยกระดับการชุมนุมที่ยืดเยื้อต่อไปบนถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล

### มานิตย์ สนับบุญ  / ปราจีนบุรี ###

.

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts