ตำรวจสอบสวนกลางเปิดปฏิบัติการ “Undersea Storm”.ดับแก๊งมาเฟียอันดามัน “ลวง อุ้ม ปล้น”

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น/จับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด กก.5 ,กก.6 และ กก.สนับสนุน สังกัด บก.ป.ร่วมกันตรวจค้น/จับกุม ผู้ต้องหา จำนวน 8 ราย ดังนี้
1.น.ส.นาตยา (สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2159/2569 ลง 17 เม.ย.69
2.นายปฐมพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2161/2569 ลง 17 เม.ย.69
3.นายเจษฎากร (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2162/2569 ลง 17 เม.ย.69
4.น.ส.พนิดา (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2163/2569 ลง 17 เม.ย.69
5.น.ส.อัจจิมา (สงวนนามสกุล)อายุ 33 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2164/2569 ลง 17 เม.ย.69
6.นายสุนทร (สงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2165/2569 ลง 17 เม.ย.69
7.น.ส.ซาฮ่าร่า (สงวนนามสกุล)อายุ 27 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 93/2568 ลง 5 ก.พ.2568 ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ”
8.นางรัชนี (สงวนนามสกุล)อายุ 46 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ที่ 540/2563 ความเกี่ยวกับเอกสาร

พร้อมตรวจยึดของกลาง ดังนี้
– รถยนต์กระบะ โตโยต้า รีโว่ สีขาวจำนวน 1 คัน
– รถยนต์กระบะ อีซูซุ ดีแมกซ์ สีขาวจำนวน 1 คัน
– รถยนต์เก๋ง มิตซูบิชิ แลนเซอร์ สีเขียวจำนวน 1 คัน
– รถยนต์กระบะ อีซูซุ ดีแมกซ์ สีเทา จำนวน 1 คัน
– โทรศัพท์มือถือจำนวน 9 เครื่อง
– สมุดบัญชีธนาคารจำนวน 17 เล่ม
– เสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุจำนวน 2 ชุด
– หมวกไหมพรม จำนวน 3 ใบ
– เสื้อกั๊ก สีดำจำนวน 1 ตัว

ผู้ต้องหาลำดับที่ 1 – 6 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันปล้นทรัพย์, ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ, เป็นอั้งยี่และซ่องโจร, ร่วมกันพยายามหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย , ร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใด  โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียง  หรือ ทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น

หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น”แจ้งเพิ่มเติมผู้ต้องหาลำดับที่ 2 ,3 (นายปฐมพงษ์ และนายเจษฎากร) ว่ากระทำความผิดฐาน “แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น”

พฤติการณ์แห่งคดี น.ส.ดาว ผู้เสียหาย ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.อ่าวลึก  ภ.จว.กระบี่ ให้ดำเนินคดีอาญากับ น.ส.นาตยา ผู้ต้องหากับพวก ที่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายและเอาทรัพย์สิน  ของผู้เสียหายไปจากที่เกิดเหตุ ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.นาเหนือ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 เวลาประมาณ 20.00 น.เศษ

ต่อวันที่ 30 ม.ค.2569 ผู้เสียหายได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และหวาดกลัวว่าจะได้รับอันตรายจากกลุ่มผู้ก่อเหตุ แม้ในที่เกิดเหตุจะมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจนก็ตาม ชุดสืบสวน กก.5 บก.ป. จึงได้ลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานจนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการวางแผนล่วงหน้า แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ได้แก่ ผู้ติดต่อหลอกลวง ผู้รับเงิน ผู้ควบคุมรถยนต์ และผู้ใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีการนัดหมายสถานที่ เวลา และเตรียมยานพาหนะไว้ล่วงหน้า

ซึ่งมูลเหตุคดีนี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากความความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง น.ส.พนิดา กับ นายวิเศษ ซึ่งเคยอยู่กินฉันสามีภรรยามาก่อน ต่อมาในช่วงปลายปี พ.ศ.2567 น.ส.พนิดา ถูกจำคุกในคดียักยอกทรัพย์ ที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ต ภายหลังพ้นโทษเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2568 ได้พยายามเรียกร้องเงินจากนายวิเศษ จำนวน 500,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกัน แต่นายวิเศษไม่ยินยอม จึงเชื่อว่า น.ส.พนิดา เกิดความโกรธแค้น และร่วมกันวางแผนก่อเหตุ โดยใช้วิธี “เสนอขายรถยนต์เป็นข้ออ้าง” เพื่อล่อลวงให้นายวิเศษ และ น.ส.หนิง เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย เพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าว

ต่อมาในวันเกิดเหตุปรากฏว่านายวิเศษ ไม่ได้มา เนื่องจากผิดสังเกตและไม่ได้สนใจซื้อรถมาตั้งแต่ต้น จึงติดต่อให้ น.ส.ดาว ผู้เสียหาย ซึ่งมีอาชีพเสริมรับซื้อรถยนต์มือสอง ไปดูรถและทำการซื้อขายกันเอง ทั้งนี้กลุ่มผู้ต้องหารู้ดีอยู่แล้วว่าเป้าหมายเปลี่ยนไป แต่ก็มิได้ยุติแผนการดังกล่าว ยังคงดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ มีการติดต่อประสานงาน นัดหมาย และเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายมาถึงที่ปั๊มน้ำมันเกิดเหตุ ก็ได้พบกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันแสดงบทบาทแตกต่างกัน

โดย น.ส.นาตยา มีหน้าที่เป็นผู้เสนอขายรถยนต์ รับโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร 110,000 บาท และรับเงินสด 140,000 บาท มาจากผู้เสียหาย จากนั้นส่งเงินสดต่อให้นายปรีชา แล้วเดินไปขึ้นรถยนต์ออกจากจุดเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ก็ได้โอนเงินต่อไปให้ น.ส.พนิดา จำนวน 69,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 41,000 บาท น.ส.นาตยา เก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว นายปรีชา เป็นผู้รับการประสานงานจากนายสุนทร มีหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันที่นำมาเสนอขายมาให้ผู้เสียหายดู โดยไม่ได้มอบกุญแจรถให้กับผู้เสียหาย และรับเงินสด 140,000 บาท

ต่อมาจาก น.ส.นาตยา หลังจากนั้นก็รีบเดินออกจากจุดเกิดเหตุ พาเงินสดของผู้เสียหายหลบหนีไป นายเจษฎากร และนายปฐมพงษ์ ขับรถยนต์เก๋งเข้ามาจอดรอในจุดเกิดเหตุ ไม่ดับเครื่องยนต์ และไม่ปิดไฟ รอเวลาจนผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร และส่งมอบเงินสดให้เสร็จเรียบร้อย จากนั้นนายเจษฎากร และนายปฐมพงษ์ มีหน้าที่ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ฉุดกระชากผู้เสียหายให้ขึ้นรถ โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจะพาออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืน จนสามารถเอาตัวรอดออกมาได้

โดยนายปฐมพงษ์ และนายเจษฎากร ได้เอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหลบหนีออกไปจากจุดเกิดเหตุ ซึ่งภายในกระเป๋ามีเงินสด 120,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง น.ส.พนิดา เดินเข้ามายังจุดเกิดเหตุเพื่อจะขับรถยนต์กระบะคันที่นำมาเสนอขาย ออกจากจุดเกิดเหตุ แต่ผู้เสียหายวิ่งไล่ติดตาม จนไม่สามารถขับรถออกไปได้ ต่อมาได้ส่งมอบกุญแจรถยนต์ให้ น.ส.อัจจิมา นำออกจากที่เกิดเหตุ และรับโอนเงิน 50,000 บาท ในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเงินของผู้เสียหาย น.ส.อัจจิมา อยู่ด้วยกันกับ น.ส.พนิดา มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มีการประสานงานต่อเนื่องกับ นายสุนทร

มีการส่งข้อมูลบัญชีธนาคารให้ น.ส.นาตยา เพื่อใช้ในรับโอนเงินของผู้เสียหายเข้า อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดช่วงเวลาเกิดเหตุ โดยได้รับกุญแจจาก น.ส.พนิดา แล้วขับรถยนต์กระบะคันที่เสนอขาย ออกไปจากที่เกิดเหตุ อีกทั้งมีนายสุนทร มีหน้าที่ลักษณะเป็นผู้ควบคุมการแสดงบทบาทของแต่ละคน อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดช่วงเวลาเกิดเหตุ และมีบทบาทผ่าน “การสื่อสารในช่วงวิกฤต” แสดงให้เห็นชัดว่านายสุนทรเป็น “จุดกระจายข้อมูล” ไปยังบุคคลอื่น

ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติคดีพบว่านายปฐมพงษ์ เคยก่อคดีกรรโชกทรัพย์มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเมื่อปี 2555 ก่อเหตุกรรโชกทรัพย์ในพื้นที่ สภ.เขาพนม จว.กระบี่ คดีนี้ศาลพิพากษาวันที่ 15 ก.พ.2566 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ต่อมาในปี 2560 ได้ก่อเหตุในพื้นที่ สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต โดยมีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค 8 นอกเครื่องแบบ เข้าจับกุมวัยรุ่นลักลอบดื่มน้ำกระท่อม ก่อนจะเรียกเงิน 25,000-30,000 บาทต่อราย เพื่อแลกกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดี

ก่อนจะใส่กุญแจมือและพาขึ้นรถขับพาไปยังห้องพักบังกะโลแห่งหนึ่ง โดยคล้ายกับว่าเป็นเซฟเฮาส์เพื่อสอบสวนขยายผล ซึ่งในคดีนี้ศาลพิพากษา เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2560 ลงโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน พ้นโทษออกมาเมื่อ 30 ส.ค.2564 (จำคุกจริง 3 ปี 9 เดือนเศษ) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 7 ราย ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2159 – 2165/2569 ลงวันที่ 17 เม.ย.2569

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บก.ป. จึงได้วางแผนเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 7 จุดตรวจค้น ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช และกาญจนบุรี โดยมีผลการตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา 6 ราย และตรวจยึดของกลางเป็นรถยนต์จำนวน 4 คัน โทรศัพท์มือถือ 9 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 17 เล่ม และเสื้อผ้า 2 ชุด เสื้อกั๊กสีดำ 1 ตัว หมวกไหมพรม 3 ใบ นำส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 1 ราย อยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจับกุมมาดำเนินคดี

ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาบางรายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าว บางรายให้การรับข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับพยานหลักฐานซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

นอกจากนั้นได้ดำเนินตรวจค้น/จับกุมเพิ่มเติมอีก 2 ราย เนื่องจากเป็นเจ้าของบัญชี และผู้ใช้งานบัญชีธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของผู้เสียหายโดยตรง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีหมายจับติดตัวอยู่แล้วทั้ง 2 ราย

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts