ครม.ไฟเขียววงเงินกว่า 4.26 หมื่นล้านบาท เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 700 บาท พร้อมต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยประชาชนสู้ค่าครองชีพแพง
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับลดกรอบวงเงินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เดิม พร้อมอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” วงเงินรวมไม่เกิน 42,690.6503 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ และประคองผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ โครงการแบ่งออกเป็น 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มวงเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และการขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพิ่มเติม
สำหรับ ผู้ผ่านคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าและร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดอีกคนละ 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อคน เฉพาะเดือนตุลาคม 2569

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” จะดำเนินการเป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม–30 พฤศจิกายน 2569 ครอบคลุมทั้งผู้ได้รับสิทธิเดิม และประชาชนที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิมและผู้ลงทะเบียนใหม่
ภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในสัดส่วน 60% ไม่เกินวันละ 200 บาท และรวมตลอดโครงการไม่เกินคนละ 1,000 บาท ประชาชนใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00–23.00 น. ส่วนการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00–21.00 น.
ประชาชนกลุ่มเป้าหมายต้องกดยืนยันสิทธิผ่านแอป “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 1–15 ตุลาคม 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถยืนยันเข้าร่วมโครงการผ่านแอป “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม–30 พฤศจิกายน 2569
รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า มาตรการครั้งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย รักษากำลังซื้อ และเสริมสภาพคล่องให้ประชาชน พร้อมประคองผู้ประกอบการรายย่อยให้เดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง
