ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. ได้สั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. นำโดย พ.ต.ท.เอกพล แสงอรุณ, พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ มาระตา รอง ผกก.1 บก.ปอท. พร้อมชุดสืบสวน สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เปิดปฏิบัติการ “Thailand-Korea Breaking Chains EP.3” เข้าตรวจค้นบ้านพักหรูทรงออฟฟิศ ย่านอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ หลังสืบสวนขยายผลจากปฏิบัติการ “Breaking Chain 2025” จนพบว่ามีขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติชาวเกาหลีใต้ได้ทะลักหลบหนีออกจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการใหม่ในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นออฟฟิศมืดในการก่ออาชญากรรมออนไลน์

จากการนำหมายค้นเข้าตรวจสอบภายในบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบว่าพื้นที่ภายในถูกดัดแปลงเป็นฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ มีการจัดตั้งโต๊ะทำงานพร้อมติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารคอยหลอกลวงเหยื่อไว้ถึง 13 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาไว้ได้คาวงล้อมรวม 13 ราย เป็นชาวเกาหลีใต้ 12 ราย และชาวจีน 1 ราย ประกอบด้วย นายควางยุน (GUANGYUN) อายุ 38 ปี สัญชาติจีน, นายซอกยอน (SEOKYEON) อายุ 33 ปี, นายซังฮุน (SANGHOON) อายุ 35 ปี, นายดงยอง (DONGYOUNG) อายุ 33 ปี, นายยองวอน (YOUNGWON) อายุ 31 ปี, นายกึนโฮ (GEUNHO) อายุ 24 ปี, นายซูบอม (SUBEOM) อายุ 33 ปี, นายมินแจ (MINJAE) อายุ 28 ปี, นายแจอุค (JAEWOOK) อายุ 31 ปี, นายฮยอนซอล (HYUNSOL) อายุ 27 ปี, นายแจยอง (JAE YOUNG) อายุ 31 ปี, นายแจมิน (JAEMIN) อายุ 32 ปี และ น.ส.ชันมี (CHANMI) อายุ 33 ปี ทั้งหมดเป็นสัญชาติเกาหลีใต้

พฤติการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน โดยใช้ระบบโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) โทรศัพท์สุ่มข้ามประเทศไปยังประชาชนในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมสวมรอยแอบอ้างเป็นอัยการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานรัฐของเกาหลีใต้ ใช้เอกสารราชการปลอมที่มีตราสัญลักษณ์ของอัยการสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนส่งข้อความและโทรข่มขู่เหยื่อว่ากำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความอาญา เพื่อกดดันให้เหยื่อเกิดความตระหนกตกใจและยินยอมโอนเงินมาให้เพื่อแลกกับการวิ่งเต้นหรือตรวจสอบบัญชี ซึ่งจากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ VoIP รวม 51 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 20 เครื่อง, รายชื่อเหยื่อพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ รวมถึงบทสคริปต์บทสนทนาภาษาเกาหลีสำหรับใช้หลอกลวงวางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะทำงาน และเอกสารอัยการปลอมอีกหลายรายการ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่ามีผู้เสียหายที่เป็นประชาชนคนไทยถูกหลอกลวงจากฐานปฏิบัติการแห่งนี้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว ดำเนินคดีตามกฎหมาย ในส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และหลักฐานดิจิทัลทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่ บก.ปอท. จะเร่งทำการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางเทคโนโลยีเพื่อส่งมอบข้อมูลเชิงลึกให้กับทางการประเทศเกาหลีใต้ขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป การจับกุมในครั้งนี้ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญภายใต้นโยบายเชิงรุกของ ศปอส.ตร. ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มความร่วมมือระหว่าง CIB และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา สามารถกวาดล้างและจับกุมผู้ต้องหาขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติไปแล้วรวมทั้งสิ้น 41 ราย

.