เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ และ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ร่วมกันแถลงข่าวเปิดหน้าชกครั้งสำคัญในหัวข้อ ‘กำหนดการเคลื่อนไหว เอาประเทศไทยของเราคืนมา’ ท่ามกลางเสียงเชียร์และกระแสสนับสนุนจากมวลชนที่มารวมตัวกันอย่างคึกคัก

นายสนธิได้เปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อย่างดุเดือดตลอดการบริหารประเทศ 8-9 เดือนที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่จุดเริ่มต้นธุรกิจตระกูลชิโน-ไทย ที่นำไปสู่การสร้างสภาที่มีปัญหา ตลอดจนการขาดศีลธรรม นิติรัฐ และนิติธรรมในการปกครอง พร้อมระบุว่ากลุ่มขั้วอำนาจกำลังทำตัวเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงและเหยียบย่ำประชาชนที่ยากจน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ นายสนธิได้ไล่เรียงมหากาพย์แผลเก่าและแผลใหม่ของรัฐบาลอย่างดุเดือด ตั้งแต่ความล่าช้าและไม่ทั่วถึงในการเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ คดีกักตุนน้ำมันที่จับตัวการไม่ได้ กรณีการโกงข้อสอบมูลค่า 4-5 พันล้านบาทที่มีหลักฐานโยงถึงระดับอธิบดี ตลอดจนการเปิดโปงโครงการ Data Center กว่า 40 จุดในกรุงเทพฯ มูลค่าหมื่นล้านบาทที่ประเทศไทยเสียเปรียบและไม่ได้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังจี้จุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “คดีเขากระโดง” ซึ่งศาลฎีกาตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของรัฐ โดยกล่าวหาว่าการเข้ายึดกระทรวงมหาดไทยของพรรคภูมิใจไทยคือต้นตอของการบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านกรมที่ดิน

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ “คดีฮั้ว สว.” ที่นายสนธิระบุว่าพบหลักฐานคลิปเสียง ข้อความ และวิดีโอจากคณะกรรมการ กกต. (ชุดที่ 26 และ 36) ที่เชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยและบุคคลระดับสูง แต่กลับมีความพยายามตัดตอนและโยกย้ายข้าราชการ DSI ที่ทำคดีอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดอุ้มและกวาดล้างกลุ่มทุนสีเทาทุกชาติพันธุ์ ทั้งจีนเทา ยิวเทา อินเดียเทา รัสเซียเทา และไทยเทา อย่างจริงจัง “ถ้าต้องตายในระหว่างการเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับมาเป็นของเรา ผมยอมตาย ตอนนี้ผม 72 ปีแล้ว หลายคนด้อยค่าว่าม็อบผมเป็นม็อบน้ำหมาก แต่ก็ไม่เป็นไร หากศรัทธาในสิ่งที่ตนเองพูดก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น” นายสนธิกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน พร้อมย้ำว่าการลงถนนครั้งนี้ไม่ได้ต้องการไล่รัฐบาลทันที แต่ต้องการบีบไม่ให้อยู่ได้อย่างเป็นสุข จนกว่าจะตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับแผนการเคลื่อนไหวจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายนนี้ โดยการนำมวลชนไปยื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล และกำหนดวันชี้ขาดในวันที่ 14 กันยายน หาก กกต. มีพฤติกรรมตัดตอนไม่ส่งฟ้องคดี สว. จะมีการยกระดับนัดชุมนุมใหญ่ทันที โดยเน้นย้ำว่าแม้จะไม่มีการปักหลักพักค้าง แต่มวลชนทั่วประเทศจะเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นและเดินสายไปยังพรรคการเมืองต่าง ๆ จนกว่าจะได้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยคืนมา