ทุเรียนใต้ล้นตลาดฉุดราคาตกต่ำ ‘ศุภจี’ ลุยเปิดตลาดใหม่ดึง 13 ชาติชิม 9 สายพันธุ์หวังลดพึ่งจีน

พาณิชย์เปิดเกมรุกผลไม้ไทย ดึงคณะทูต 13 ประเทศ “เห็น-ชิม-สัมผัส” ถึงสวน ชูทุเรียนใต้หลากสายพันธุ์ ดันคุณภาพและเอกลักษณ์เนื้อเป็นจุดขาย เปลี่ยนประสบการณ์เป็นดีมานด์ใหม่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กถึงการลงพื้นที่ภาคใต้ช่วงวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 ว่า หลังจากลงพื้นที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วันอาทิตย์ได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมนำคณะเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 13 ประเทศ เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของภาคใต้ ภายใต้กิจกรรม “Thailand: The Land of Tropical Fruits”

สำหรับ 13 ประเทศ ประกอบด้วย เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา โดยกระทรวงพาณิชย์หวังใช้ “เครือข่ายทางการทูต” เป็นอีกช่องทางสำคัญในการสร้างการรับรู้และขยายตลาดผลไม้ไทยไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการพาคณะทูตไปเยี่ยมชมสวนเท่านั้น แต่ต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ตรงแบบ “เห็น-ชิม-สัมผัส” ความหลากหลายของผลไม้ไทยจากแหล่งผลิตจริง โดยคณะทูตจากทั้ง 13 ประเทศต่างให้ความสนใจและชื่นชมผลไม้ไทยอย่างมาก

กระทรวงพาณิชย์คาดหวังว่า คณะทูตเหล่านี้จะกลายเป็น “ผู้บอกต่อผลไม้ไทย” ไปยังนักท่องเที่ยว ผู้บริโภค และผู้ซื้อในประเทศของตนเอง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและเปิดตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในอนาคต

จุดหมายแรกของคณะคือ “สวนลุงโหน่ง” จังหวัดสุราษฎร์ธานี บริหารงานโดย นายศิริ เฮ่าสกุล หรือ “นายกโหน่ง” นายกสมาคมทุเรียนใต้ ซึ่งรวบรวมทุเรียนภาคใต้ไว้มากถึง 43 สายพันธุ์

คณะทูตได้ร่วมชิมทุเรียน 9 สายพันธุ์จากสวนในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ในวงระนอง บางนรา พระยารัษฎา หมอนทอง ไข่มุกเบตง ยาวลิ้นจี่ ทองย้อยฉัตร ก้านยาว และหมอนทองสะเด็ดน้ำ พร้อมทั้งชิมผลไม้ขึ้นชื่อของภาคใต้ชนิดอื่น ทั้งสละ มังคุด และลองกอง

แต่ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้จบเพียงคำว่า “อร่อย” เพราะคณะทูตแต่ละประเทศยังได้รับการขอให้ประเมินและให้คะแนนทุเรียนอย่างละเอียด ทั้งเรื่องกลิ่น ความหวาน เนื้อสัมผัส และองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบความชื่นชอบและรสนิยมของผู้บริโภคแต่ละประเทศ

ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดวางแผนการตลาดและการส่งออก เพื่อให้ผลไม้ไทยสามารถเจาะตลาดได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละประเทศมากขึ้น

นางศุภจีระบุว่า ที่ผ่านมาไทยเน้นการส่งออกทุเรียนสดไปยังประเทศจีนเกือบ 100% ขณะที่ประเทศคู่แข่งก็เดินตลาดในลักษณะใกล้เคียงกัน

สำหรับปีนี้ ไทยสามารถเดินหน้าทำตลาดล่วงหน้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมแก้ปัญหาคอขวดด้านการขนส่ง และส่งเสริมการทำ Live Commerce เปิดทางให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตตรงจากสวนถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ส่งผลให้ฤดูกาลทุเรียนภาคตะวันออกผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้วกว่า 100,000 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตาคือ “ปีหน้า” เพราะการแข่งขันอาจไม่ง่ายเหมือนเดิม

นางศุภจีมองว่า หากไทยยังคงทำตลาดด้วยวิธีเดิม ประเทศคู่แข่งย่อมสามารถปรับตัวและเดินตามแนวทางที่ไทยทำสำเร็จในปีนี้ได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน ทุเรียนภาคใต้ในฤดูกาลนี้ยังเผชิญแรงกดดันด้านราคา เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดหลังทุเรียนภาคตะวันออก แต่กลับต้องส่งออกไปยังตลาดเดียวกันเป็นหลัก คือประเทศจีนดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำตั้งแต่วันนี้ คือการสร้าง “ดีมานด์ใหม่” ในประเทศอื่นเพิ่มเติมจากตลาดจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

พร้อมกันนั้น ไทยจำเป็นต้องยกระดับเรื่อง “คุณภาพ” และนำ “เอกลักษณ์ของเนื้อทุเรียน” มาเป็นจุดขาย เนื่องจากปัจจุบันตลาดส่งออกทุเรียนส่วนใหญ่ยังเน้นเรื่องขนาด มากกว่าคุณลักษณะเฉพาะของเนื้อและความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์

ทั้งที่ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ มีทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส และเอกลักษณ์แตกต่างกัน จึงถือเป็น “ของดี” ที่สามารถนำมาสร้างเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ให้แก่ตลาดโลกได้

นี่จึงเป็นที่มาของการเชิญคณะทูตจาก 13 ประเทศ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพ และมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยรวมกว่า 5.26 ล้านคน เพื่อเชื่อมโยง 3 เรื่องสำคัญเข้าด้วยกัน คือ “การท่องเที่ยว–การบริโภค–การค้า”

แม้การลงพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงที่หลายฝ่ายมองว่าใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลไม้แล้ว แต่นางศุภจีมองไกลกว่านั้น โดยถือเป็นการเริ่มต้น “ทำตลาดล่วงหน้า” สำหรับฤดูกาลหน้า หลังจากแนวทางดังกล่าวสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วในฤดูกาลนี้

นอกจากสวนทุเรียนแล้ว คณะทูตยังเดินทางไปเยี่ยมชม “สวนมะพร้าวลุงสงค์” อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเรียนรู้กระบวนการเพิ่มมูลค่ามะพร้าว ตั้งแต่ผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายชนิด

ทั้งน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สบู่ เทียน ผงสครับ โลชั่น และเซรั่มจากมะพร้าว รวมถึงได้ทดลองชิมผลไม้และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของมาตรการดูแลผลผลิตมะพร้าวของกระทรวงพาณิชย์

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความต้องการหรือ “ดีมานด์ใหม่” ให้แก่มะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูป ลดการพึ่งพาตลาดเดิม พร้อมเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน

นางศุภจีย้ำว่า หัวใจสำคัญของการใช้ “การทูต” เชื่อมโยงผลไม้ไทยเข้ากับการท่องเที่ยวและการค้า คือการเปลี่ยน “ผู้มาเยือน” ให้เป็น “ผู้บอกต่อ” เปลี่ยน “ประสบการณ์” ให้เป็น “ดีมานด์” และเปลี่ยน “ดีมานด์” ให้กลายเป็น “ตลาดใหม่”

ทั้งหมดมีเป้าหมายปลายทางเดียวกัน คือการสร้างตลาดที่กว้างขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงแห่งเดียว และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ชุมชน ผู้ประกอบการ ตลอดจนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts