กขป.เขต 1 ภาคเหนือบน ร่วมกับเครือข่าย 4 ส. “เดินหน้า Roadmap เป็นพื้นที่กลางปลุกวิสัยทัศน์ ‘ล้านนาเมืองปลอดภัย’ รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

พื้นที่ 8 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน กำลังเผชิญวิกฤตความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ทับซ้อนกัน ทั้งจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้างและวิกฤตสุขภาวะตามช่วงวัย โดยในมิติด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ต้องรับมือกับปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ข้ามพรมแดนที่ความเข้มข้นสูงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ ตลอดจนระบบเกษตรพันธสัญญาและการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารโลหะหนักและสารพิษสะสมอย่างสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส ในลุ่มน้ำสายหลักอย่างแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ซึ่งได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อาหารและสุขภาพของชุมชนชายแดน สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษเหล่านี้ไม่ได้เพียงก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจขาดเลือด อีกด้วย

ดร.นพ.พิศิษฐ์  ศรีประเสริฐ ประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า พื้นที่ขับเคลื่อนครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลําปาง และลำพูน  กขป.เขต 1 มีหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพภาคประชาชน การแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ และการสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนผ่านสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

ซึ่งจากข้อมูลของการทำงานของคณะกรรมการฯ และภาคีเครือข่าย  ชี้ให้เห็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากรในภาคเหนือตอนบนได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในจังหวัดลำปาง แพร่ ลำพูน และพะเยา ขณะเดียวกันสถานการณ์สุขภาพประชาชนในภาพรวมน่าเป็นกังวลเนื่องจากโรค NCDs เริ่มแพร่กระจายไปยังกลุ่มคนที่มีอายุน้อยลง นอกจากนี้ยังเผชิญความท้าทายจากอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมของประชากรกลุ่มเฉพาะ เช่น พระสงฆ์ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มความหลากหลายทางเพศ สถานการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าปัญหาสุขภาพมิใช่เรื่องของพฤติกรรมบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบเชิงระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ จึงร่วมกันวางเป้าหมายขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ “ล้านนาเป็นเมืองปลอดภัยสำหรับคนทุกช่วงวัย” โดยเน้นเปลี่ยนความตระหนกตกใจให้กลายเป็นความตระหนักรู้และการลงมือทำ ในด้านสิ่งแวดล้อม ได้มีการผลักดันนวัตกรรมและมาตรการเชิงนโยบาย เช่น การเปลี่ยนมุมมองจากการใช้เส้นเขตแดนทางการเมืองมาเป็นการบริหารจัดการพื้นที่กลุ่มอากาศร่วม (Airshed) การส่งเสริมกลไกตลาดสีเขียวและสินค้าเกษตรปลอดการเผา (GAP PM 2.5 Free) การใช้วิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองผ่านเครือข่ายเซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่นของชุมชน ตลอดจนการยกระดับร่างมติสมัชชาสุขภาพเรื่องการจัดการสารโลหะหนักในลุ่มน้ำโขงเสนอต่อ ครม. เพื่อดันเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนในด้านสุขภาวะทุกช่วงวัย ได้มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมเพื่อลดโรค NCDs ภายใต้แนวคิดการมีสุขภาวะที่ดีได้แม้ในยามเจ็บป่วย (Healthy within illness) การขยายระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long-term Care) การใช้ระบบ Time Bank สถานชีวาภิบาลวัด และการจัดทำระบบข้อมูลเชิงพื้นที่ (GIS/Mapping) เพื่อดูแลและคืนสิทธิการเข้าถึงบริการสุขภาพแก่กลุ่มเปราะบางอย่างครอบคลุม

การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้อาศัยการสานพลังร่วมกันของภาคีเครือข่าย 4 ส. (สสส., สช., สปสช., สธ.) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยมีคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 1 (กขป.1) ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงข้อมูล การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง (Data Center) เพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติและผลกระทบทางสุขภาพแบบเรียลไทม์ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอนโยบาย (Policy Brief) เพื่อบรรจุเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนในพื้นที่ล้านนามีความตระหนักรู้ เข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในทุกช่วงวัย

ระรินธร  เพ็ชรเจริญ  รายงาน

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts