กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.1 กก.1 บก.ทล.(อยุธยา), เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.พระนครศรีอยุธยา, เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปทส., เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. ร่วมกันจับกุม
.
1. นาย จิรวัฒน์ ฯ อายุ 60 ปี สัญชาติไทย ผู้ถูกจับที่ 1 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม”
.
2. ผู้ถูกจับที่ 2 – 4 เป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติจีน“ โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

พร้อมด้วยของกลาง
1. รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อ TOYOTA Corolla สีเหลือง ติดแผ่นป้ายทะเบียนหมายเลข ทฬ-5xx3 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน (ผู้ถูกจับที่ 1 แสดงตนเป็นผู้ขับขี่)
2. โทรศัพท์ยี่ห้อ VIVO จำนวน 1 เครื่อง (ของผู้ถูกจับที่ 1)
3. กุญแจรถยนต์ จำนวน 1 ดอก
.
สถานที่จับกุม บริเวณ กม.17 – 18 ถนนสายเอเซียขาออก ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
.
การบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม มีการสืบสวนจับกุมบุคคลต่างด้าว และกลุ่มแท็กซี่ที่รับจ้างขนคนจีนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จากการกวดขันจับกุมผู้นำพาในเส้นทางพื้นที่ภาคกลางสืบทราบว่าจะมีการขบวนการกลุ่มขนคนจีนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงเฝ้าระวังตามเส้นทาง จนกระทั่งพบรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อ TOYOTA Corolla สีเหลือง ติดแผ่นป้ายทะเบียนหมายเลข ทฬ-5xx3 กรุงเทพมหานคร (แท็กซี่สีเหลือง) ขับขี่มาด้วยความเร็วมีการเปลี่ยนช่องทางกระทันหันมีเหตุอันควรต้องสงสัย
.
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมขอทำการตรวจสอบพร้อมกับได้แสดงความบริสุทธิ์ใจจนเป็นที่พอใจแล้ว เบื้องต้นสอบถามชื่อ นายจิรวัฒน์ อายุ 60 ปี (ทราบชื่อ-นามสกุลภายหลัง) ผู้ถูกจับที่ 1 แสดงตนเป็นผู้ขับขี่
.
จากนั้นเจ้าหน้าที่พบเห็นบุคคลโดยสารภายใน จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมขอตรวจสอบหนังสือเดินทางหรือเอกสารอื่นใดที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง เบื้องต้นเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมแต่อย่างใด
.
ผู้ถูกจับที่2-4รับว่าไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใดมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดทราบ และควบคุมตัวพร้อมของกลางก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนสภ.พระนครศรีอยุธยาภ.จว.พระนครศรีอยุธยาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การเบื้องต้น ผู้ถูกจับที่ 1 ให้การยอมรับว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ตนได้รับการประสานงานจากชายไทย ชื่อชาติ (ไม่ทราบชื่อ-นาสกุลกุลจริง) แจ้งว่าจะมีชายสัญชาติจีนจำนวน 3 คนมาจากพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อมาพักที่หลวงแพ่งรีสอร์ทในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากนั้นตนได้ประสานกับชายไทยชื่อนายสุดี (ไม่ทราบนามสกุลจริง) ซึ่งเป็นพนักงานจัดหาห้องของ หลวงแพ่งรีสอร์ท จะเป็นผู้ดำเนินการเปิดห้องพักและจัดการหาอาหารให้กับกลุ่มคนจีนทั้ง 3 คน โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเปิดห้องพักและจัดการหาอาหารตนนั้นจะเป็นดำเนินการโอนให้กับนายสุดี
.
จากนั้นตนได้การประสานงานจากชายไทย ชื่อชาติ (ไม่ทราบชื่อ-นาสกุลกุลจริง) แจ้งกับตนว่าให้ไปรับชายสัญชาติจีนจำนวน 3 คนนั้น ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. จาก หลวงแพ่งรีสอร์ทในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อไปส่งไปปลายทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้ค่าจ้างจำนวน 1,000 บาทต่อคน โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดตนนั้นจะรวบรวมให้กับนายเหมย (ไม่ทราบชื่อ-นาสกุลกุลจริง) ซึ่งเป็นบุคคลอยู่พื้นที่ภาคเหนือ โอนเข้ามาในบุญชีของตน และตนทราบดีอยู่แล้วว่าชายสัญชาติจีนจำนวน 3 คนไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารแทนหนังสือเดินทางใดๆ และยินยอมที่จะมีส่วนร่วมในการนำพามาส่งที่ปลายทางจนกระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงเรียกตรวจสอบ

จากการสอบถามผู้ถูกจับที่ 2 – 4 ให้การยอมรับว่าผ่านล่ามแปลภาษาจีนได้ลักลอบเดินทางเข้ามา ในช่องทางธรรมชาติจากประเทศกัมพูชา มายังพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อจะเดินทางไปประเทศเมียนมา โดยตนนั้นยังไม่เสียค่าใช้จ่าย จะมีนายหน้าเป็นคนประสานงานเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหมด