สธ.เผย “โควิด” ปอดอักเสบ ใส่ท่อ เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เผย 4 จังหวัดอัตราครองเตียงสูง แต่ขยายเตียงได้ “นนทบุรี-สมุทรปราการ-ปทุมธานี” เตรียมพร้อมแล้ว เหลือหารือ กทม. เหตุมี รพ.หลายสังกัด ต้องเคลียร์ระบบส่งต่อให้ชัด ส่วนเคสายที่บ้านส่วนใหญ่อยู่ใน กทม. โรคอื่นแทรกซ้อนแต่มีโควิดร่วมแจม
เมื่อวันที่ 18 ก.ค.65 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิด 19 ว่า ขณะนี้หลายประเทศไม่ได้รายงานผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายวัน แต่จากการติดตามตัวเลขการติดเชื้อทั่วโลกยังสูง โดยเฉพาะเพิ่มขึ้นยุโรปและอเมริกาซึ่งเริ่มทรงตัวแล้ว แต่ผู้เสียชีวิตไม่ได้มากขึ้น สำหรับประเทศไทยเราใช้ข้อมูลตัวเลขหลายตัวในการประเมินสถานการณ์ คือ ผู้ป่วยรายใหม่เข้ารักษา รพ.วันนี้มี 1,814 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 794 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 369 ราย เสียชีวิต 17 ราย และผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก หรือ Home Isolation (HI) ซึ่งสัปดาห์ที่ 28 มีจำนวน 143,827 คน
“ขณะนี้ผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตดูเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ผิดสังเกต แต่ต้องติดตามหลังช่วงหยุดยาวสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร เนื่องจากผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตยังเป็น กทม. ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ แต่ช่วงหยุดยาวคนใน กทม.และปริมณฑล กลับภูมิลำเนา อาจมีเหตุการณ์ติดเชื้อต่างจังหวัดได้ จึงกำลังจับตาสถานการณ์ และช่วงนี้นักเรียนเปิดเทอมอีกครั้ง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยที่เราให้ความสำคัญ คือ ผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิต ซึ่งผู้เสียชีวิตระลอกโอมิครอน ช่วงวันที่ 10-16 ก.ค. 2565 เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่ม 608 คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว และคนท้อง ถึง 98% โดยพบว่าเป็นผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมากที่สุด ส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับไม่ครบ ซึ่งระยะหลังพบผู้ที่รับเข็มกระตุ้นในกลุ่มโรคประจำตัวเสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่เป็นการฉีดมาแล้วเกิน 3 เดือน ซึ่งการรับวัคซีนมานานภูมิจะลดลง คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันจึงแนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นต่อไปควรห่างทุก 3-4 เดือน และขอให้ฉีดเข็มกระตุ้นให้ได้มากที่สุด
“อัตราตายโควิดต่อแสนคน นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 อัตราเสียชีวิตสูงสุดช่วงกลางๆ ถึงท้ายปี 2564 ซึ่งเป็นการระบาดของเชื้อเดลตา ส่วนช่วง เม.ย. 2565 เป็นโอมิครอนอัตราเสียชีวิตน้อยลง ซึ่งล่าสุด BA.4/ BA.5 การเสียชีวิตน้อยลง บ่งบอกว่าสายพันธุ์รุนแรงน้อยกว่าเดลตา ขณะที่การฉีดวัคซีนในคนไทยภาพรวมมากกว่า 140 ล้านโดส ทำให้มีภูมิระดับหนึ่ง จึงลดอัตราเสียชีวิตได้ดี โดยการเข้าถึงการรักษาในกลุ่มเสี่ยงจะเป็นประเด็นสำคัญในการช่วยลดการเสียชีวิตอย่างมากในระยะต่อไป” นพ.โอภาสกล่าว
สำหรับอัตราการครองเตียงผู้ป่วยโควิดระดับ 2-3 ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสีเขียว คือ ยังรองรับผู้ป่วยอาการหนักได้ แต่ 4 จังหวัดมีการครองเตียงผู้ป่วยหนักเริ่มตึงตัว คือ กทม. 47.3% นนทบุรี 49.7% สมุทรปราการ 31.8% และปทุมธานี 36.5% เนื่องจากคนไข้เพิ่มขึ้น และมีการคืนเตียงโควิดเอาไปใช้ดูแลป่วยทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงก็ขยับขยายเตียงได้ จึงให้ความมั่นใจว่าการดูแลป่วยหนักยังดูแลได้ วันนี้จึงเชิญ กทม.มาหารือกัน ส่วนต่างจังหวัดท่านปลัด สธ.ได้สั่งการไปแล้ว ซึ่งทั้งนนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สามารถจัดการรองรับได้ เตรียมพร้อมแล้ว แต่ยังไม่มีคนไข้มากขึ้นจนต้องเพิ่มเตียง
